วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

15. Agoraphobia



15. โรคกลัวที่ชุมชน หรือ อาการกลัวที่โล่ง (Agoraphobia)

โรคกลัวที่ชุมชน หรือ อาการกลัวที่โล่ง (Agoraphobia) เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากความกลัวที่จะเกิดอาการตื่นตระหนก (panic attack) ในสถานที่ที่หนีออกไปลำบากหรือไม่มีคนช่วยเหลือ ผู้ป่วยจากโรคกลัวที่ชุมชน จึงมักหลีกเลี่ยงสถานที่สาธารณะหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงอาจหมกตัวอยู่ในบ้านและไม่กล้าออกจากสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัย

ลักษณะสำคัญของโรค Agoraphobia คือ ผู้ป่วยจะกลัวการอยู่ตามลำพัง หรือกลัวการไปไหนมาไหน ในที่ที่ไม่มีคนรู้จัก เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์ ฯลฯ เพราะเกรงว่าเมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น กับตนจะไม่มีใครช่วยได้ เพราะฉะนั้นเขาจะอยู่กับบ้าน ไม่ยอมทำอะไร และต้องมีคนรู้จักอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ยอมเดินทางโดยไม่มีเพื่อนร่วมทาง ในระยะแรกๆ ผู้ป่วยจะมีอาการ panic เกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตนกลัว แต่ต่อมาเขาจะพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ เหล่านั้นโดยไม่ออกจากบ้าน และจะเรียกร้องให้คนใกล้ชิด เช่นสามีหรือภรรยา ตลอดจนญาติ พี่น้องอยู่ใกล้ๆ กับตน หรือต้องมีเพื่อนร่วมเดินทางไปไหนๆ ด้วยเสมอ ผู้ป่วยมักมีอารมณ์เศร้า วิตกกังวล และอาการย้ำทำเกิดร่วมด้วยบ่อย ๆ

ที่มาของภาพ  :  http://www.vcharkarn.com/uploads/225/225572.jpg  (7/4/59)

สาเหตุและปัจจัยเกื้อหนุน
สาเหตุของโรคกลัวที่ชุมชนยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด คาดว่าโรคกลัวที่ชุมชนเกี่ยวข้องกับอาการวิตกกังวลอื่นๆ, สภาพแวดล้อมที่เคร่งเครียดและการใช้สารเสพติด อาการนี้พบมากในเพศหญิง การใช้ยากดประสาทและยานอนหลับ เช่น เบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepines) อย่างต่อเนื่องจัดเป็นเหตุให้เกิดโรคกลัวที่ชุมชนเพราะการหยุดใช้ยาและการรักษาอาการติดยาดังกล่าว ทำให้โรคกลัวที่ชุมชนทุเลาลง
งานวิจัยยังได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างโรคกลัวที่ชุมชนและความลำบากในการรับรู้เชิงสถานที่ (spatial orientation)  คนปกติสามารถรักษาสมดุลของข้อมูลรวมจากระบบการรักษาสมดุล (vestibular system) ระบบการรับภาพ (visual system) และการรับรู้อากัปกิริยา (proprioception) แต่ในผู้ที่มีโรคกลัวที่ชุมชนจะพึ่งพาระบบการรับภาพและการรับรู้อากัปกิริยามากขึ้นเพราะระบบการรักษาสมดุลทำหน้าที่ลดลง ทำให้เสียการรับรู้ได้ง่ายเมื่อการมองเห็นกระจัดกระจาย เช่น ในที่โล่งแจ้งหรือท่ามกลางฝูงชน และอาจจะมีอาการสับสนเมื่อประสบกับความลาดเอียงหรือพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอเช่นเดียวกัน ในการศึกษาความจริงเสมือน (virtual reality) ผู้กลัวที่ชุมชนโดยเฉลี่ยสามารถจัดการข้อมูลภาพและเสียงที่เปลี่ยนไปได้แย่กว่ากลุ่มควบคุม

ลักษณะอาการ
อาการวิตกกังวลนี้มักจะประกอบด้วยความกลัวการขายหน้าต่อประชุมชน เพราะอาการกลัวที่โล่งเป็นอาการนำของอาการตื่นตระหนกที่ทำให้ผู้ป่วยคลุ้มคลั่งต่อหน้าผู้อื่น ผู้ที่มีอาการกลัวที่โล่งจะมีอาการตื่นตระหนกในสถานการณ์ที่ตนเองอึดอัด รู้สึกไม่ปลอดภัย ควบคุมไม่ได้ หรือห่างไกลจากสิ่งที่สามารถช่วยเหลือเขาได้ ในรายที่มีอาการมากจะอยู่แต่กับบ้านไม่ออกไปไหนเป็นปีๆ ผู้มีอาการจำนวนมากชอบที่จะมีผู้มาเยี่ยมอยู่ในบริเวณที่พวกเขาควบคุมได้และ ชอบที่จะทำงานในที่ๆรู้สึกว่าปลอดภัย ถ้าผู้กลัวที่โล่งออกไปจากเขตปลอดภัยของตน อาจจะเกิดอาการตื่นตระหนกได้ ความชุกของอาการกลัวที่โล่งในสหรัฐอเมริกาคือประมาณร้อยละ 5 ต่อปี

การดำเนินของโรค
ในพวก Agoraphobia อาการมักเริ่มในวัยรุ่นหรือคนวัยผู้ใหญ่ ความรุนแรงของโรคจะขึ้นๆ ลงๆ และมีระยะที่หายเป็นปกติได้ กิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ผู้ป่วยกลัวอาจเปลี่ยนไป ในแต่ละวัน ในระยะที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยอาจไม่ยอมออกจากบ้าน หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่ไม่มีคนรู้จัก ทำให้หน้าที่ทางสังคมหรืออาชีพบกพร่องไป นอกจากนั้นบางรายอาจพยายามลดความวิตกกังวลของคนโดยการดื่มสุรา ใช้ยานอนหลับ หรือยาคลายความวิตกกังวลจนอาจติดยาได้ และบางรายอาจเกิดโรคจิตทางอารมณ์แบบเศร้าร่วมด้วย

การวินิจฉัย
หลักเกณฑ์การวินิจฉัย Agoraphobia ของ DSM-III มีหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ
1) การกลัวนั้นมากจนบุคคลผู้นั้นต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพังหรือการอยู่ในที่สาธารณะ ซึ่งถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินกับตนจะหนีลำบากหรือไม่มีใครช่วย ตัวอย่างเช่น การอยู่ในที่ที่มีคนหนาแน่น ในอุโมงค์ บนสะพาน หรือในรถโดยสาร ฯลฯ
2) ความกลัวนั้น ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของบุคคลลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ทำอะไรเลย
3) ความกลัวนั้นไม่ได้เกิดจากโรคจิตทางอารมณ์แบบเศร้า โรคประสาทแบบย้ำคิดย้ำทำ บุคลิกภาพแปรปรวนแบบหวาดระแวง หรือโรคจิตเภท

การรักษา
1. จิตบำบัด
2. ยา ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ที่รายงานว่าช่วยรักษาโรคนี้คือ monoamine oxidase inhibitors และ tricyclic antidepressants (Goodwin และ Guze ค.ศ. 1979)
3. พฤติกรรมบำบัด วิธี Systematic desensitization ปัจจุบันพบว่าใช้ได้ผลดี และรวดเร็ว



อ้างอิง       โรคประสาทแบบหวาดกลัว (phobic State).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :   http://www.healthcarethai.com/โรคประสาทแบบหวาดกลัว-phobic-State/  7 เมษายน 2559
มูลนิธิวิกิมีเดีย.(2558).โรคกลัวที่ชุมชน.(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :   https://th.wikipedia.org/wiki/โรคกลัวที่ชุมชน/   7 เมษายน 2559

14. Panic disorder


14. โรคแพนิกหรือโรคตื่นตระหนก (Panic disorder)

โรคแพนิกหรือโรคตื่นตระหนก (Panic disorder) เป็นภาวะวิตกกังวลหรือมีความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นฉับพลันทันทีโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน อาการแต่ละครั้งจะเป็นอยู่ไม่นาน มีอาการกำเริบซ้ำได้บ่อย มักเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 17-30 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ที่มาของภาพ  :  http://wm.thaibuffer.com/o/image/health/01_101.jpg  (7/4/59)

สาเหตุ
ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้มีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนอื่นๆ โดยทั่วไป และอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านชีวภาพและจิตใจด้วย
      ปัจจัยด้านจิตใจ   การวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนั้นอาจเกิดจากการเลียนแบบมาจากพ่อแม่ที่มีอาการนี้ หรือผู้ป่วยอาจเคยมีอาการแพนิกในขณะมีสิ่งกระตุ้น ทำให้เกิดอาการกำเริบขึ้นซ้ำอีกเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นนั้นๆ
      ปัจจัยด้านชีวภาพ   พบว่ามีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อสารส่งผ่านประสาร ได้แก่ นอร์เอพิเนฟรีน ซีโรโทนิน กรดแกมมาอะมิโนบูไทริก หรือระบบประสาทอัตโนมัติส่วนซิมพาเทติกของผู้ป่วยมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ หรือเกิดจากสารเหนี่ยวนำ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้น 5-35% โซเดียมแล็กเทต ไบคาร์บอเนต โยฮิมบิน เฟนฟลูรามีน กาเฟอีน เป็นต้น

อาการ
อาการวิตกกังวลหรือรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นและไม่ได้คาดคิดมาก่อน และมีอาการกำเริบซ้ำบ่อย มักจะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วและแรง เหงื่อออก มือสั่น ตัวสั่น หายใจขัด หายใจไม่อิ่ม รู้สึกอึดอัดหรือแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอกหรือไม่สบายบริเวณหน้าอก ปั่นป่วนในท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ มึนงง โคลงเคลง โหวงเหวง ปวดศีรษะ เป็นลม รู้สึกว่าตนเองและสิ่งรอบตัวแปลกไป กลัวจะเป็นบ้าหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวตาย รู้สึกมึนชาหรือปวดเสียวตามตัว รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวหรือหนาวสั่น
อาการที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับโรคทางกายหรือการใช้ยาหรือสารใดๆ หรือไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มักจะมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ความแรงจะเพิ่มสูงสุดภายใน 10 นาที ในแต่ละครั้งจะมีอาการอยู่ประมาณ 20-30 นาที หรือไม่เกิน 1 ชั่วโมง ในบางรายอาจกลัวสถานที่ที่เคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้กลัวมาแล้วและกลัวว่าจะไม่มีใครช่วยหรือหนีออกมาไม่ได้ร่วมด้วย ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวมักทำให้พฤติกรรมผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ไม่กล้าออกจากบ้าน ทำให้การดำเนินชีวิตมีผลกระทบ
สิ่งตรวจพบ
อาจตรวจพบชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง หายใจเล็กน้อย มือสั่น หรือมีอาการระบายลมหายใจเกินในขณะที่มีอาการกำเริบ แต่มักจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจนถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่ออาการทุเลาไปแล้ว
ภาวะแทรกซ้อน
อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย เช่น แยกตัวเอง ไม่กล้าออกจากบ้าน ในเด็กอาจมีพัฒนาการช้า มีผลต่อการเรียน หรือการเข้าสังคมในรายที่มีอาการกำเริบบ่อย ภาวะเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ป่วย เช่น โรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย การติดยา สารเสพติด หรือแอลกอฮอล์ หรืออาจมีโรคย้ำคิดย้ำทำร่วมด้วยในบางราย

ระยะดำเนินโรค
พวก Panic disorder อาจเป็นอยู่เพียงระยะเดียวกันเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แต่อาจเกิดอาการหลายครั้ง หรือกลายเป็นชนิดเรื้อรัง (dsm-iii)

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยจากลักษณะอาการแสดงเป็นหลัก (ดูเกณฑ์การวินิจฉัยโรคแพนิก) ในรายที่ไม่แน่ใจ อาจต้องส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ ปอด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น เพื่อแยกโรคทางกายออกจากโรคแพนิก

การรักษา
1. หากผู้ป่วยไม่มีโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ คอพอกเป็นพิษ และได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคนี้ ควรให้การรักษาดังนี้
   - ให้ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitor(SSRI) ได้แก่ ฟลูออกซีทีน ให้ขนาด 10 มก./วันในระยะแรก และค่อยๆ เพิ่มจนถึงขนาด 20-40 มก./วัน ให้วันละครั้งหลังอาหารเช้าทุกสัปดาห์
-ให้ยากล่อมประสาท ได้แก่ อัลพราโซแลม ขนาด 2-4 มก./วัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
  ยา 2 ชนิดนี้ควรให้ร่วมกันตั้งแต่เริ่มแรก ควรให้ติดต่อกันนาน 4-6 สัปดาห์ถ้าอาการดีขึ้น แล้วค่อยๆ ลดยากล่อมประสาทลงจนเหลือแค่ยาแก้ซึมเศร้าอย่างเดียว เพราะยากล่อมประสาทอาจทำให้เสพติดได้ ยังคงให้ยาแก้ซึมเศร้าต่อไปอีกอย่างน้อย 12 เดือน แม้จะควบคุมอาการได้ดีแล้ว แล้วค่อยๆ ลดลงจนหยุดให้ได้ในเวลา 2-6 เดือน
2. หากสงสัยว่าจะมีสาเหตุจากโรคทางกาย หรือผู้ป่วยรู้สึกกังวลหรือกลัวมากแม้จะให้ยาไปแล้ว 2-4 สัปดาห์แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ควรรีบส่งผู้ป่วยเพื่อปรึกษาจิตแพทย์ หากเกิดจากโรคทางกายอาจต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วยการตรวจเลือด เอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น หากเกิดจากโรคแพนิกก็ให้ยาแก้ซึมเศร้า ยากล่อมประสาท เนื่องจากยา 2 กลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิดแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย หรืออาจรักษาด้วยการฝึกการผ่อนคลาย การใช้เทคนิคจิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัดร่วมด้วย หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและจริงจังผลการรักษามักจะออกมาดี ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกำเริบได้เมื่อหยุดยา




อ้างอิง      โรคแพนิก (Panic disorder).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :  http://www.healthcarethai.com/โรคแพนิก-panic-disorder/  7 เมษายน 2559

13. Dementia


13. โรคสมองเสื่อม (Dementia)

โรคสมองเสื่อมเป็นคำที่เรียกกลุ่มอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลงหลายๆด้าน คนทั่วไปมักเข้าใจว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องเฉพาะความจำเท่านั้น แต่จริงแล้ว ยังมีปัญหาในการใช้ความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพ จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งในด้านการงาน การเข้าสังคม และชีวิตส่วนตัว โดยขณะที่แพทย์ประเมินผู้ป่วยว่ามีสมองเสื่อมหรือไม่ ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการสับสนอย่าง ฉับพลันหรือมีระดับการรู้สึกตัวบกพร่อง

ที่มาของภาพ  :  http://www.thaihealth.or.th/data/content/25612/cms/e_ciklrtuvwx48.jpg  (7/4/59)

สาเหตุ
โรคสมองเสื่อมอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางโรครักษาได้ บางโรครักษาไม่ได้ แต่ถ้าตรวจพบได้เร็วจะสามารถชะลออัตราการเสื่อมของสมองได้ สมองเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง (Degenerative dementia) เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาทที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งมีหลายโรคตัวอย่างเช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคลิววี่บอร์ดี้ (Lewybody disease) เป็นโรคที่มีอาการร่วมกันระหว่างอัลไซเมอร์กับพาร์กินสัน เป็นต้น
สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดในสมอง (Vascular dementia) พบได้บ่อยเป็นอันดับที่สอง สามารถรักษาให้ดีขึ้นและป้องกันได้ อาการสมองเสื่อมจะเกิดขึ้นหลังจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองส่วนนั้นเสื่อมหน้าที่ 
สาเหตุหลักของโรคนี้ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่

อาการของโรคสมองเสื่อม
อาการของโรคสมองเสื่อมมีความแตกต่างได้หลากหลาย และโรคเดียวกันผู้ป่วยแต่ละคนก็อาจมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันเช่น บางรายมีอาการหลงลืมเป็นอาการเด่น บางรายมีอาการด้านพฤติกรรม หรือการใช้ภาษาเป็นอาการเด่น เป็นต้น โดยความผิดปกตินี้จะเกิด ขึ้นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือน
     อาการโรคสมองเสื่อมที่ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตได้คือ
- มีความบกพร่องในความจำ การรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  : เช่น ลืมคำพูดระหว่างการสนทนา จึงถามซ้ำๆบ่อยๆหรือพูดวกวนในเรื่องเก่าๆ ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเช่น กินข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่กิน ลืมของมีค่าบ่อยๆเช่น กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือ กุญแจบ้าน เป็นต้น หลงทางในที่ที่คุ้นเคยเช่น ออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก หรือลืมว่าต้องนั่งรถประจำทางสายใดทั้งๆที่เดิมเคยนั่งอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
- มีความบกพร่องเกี่ยวกับการรับรู้สิ่งรอบตัว  : เช่น จำวันที่ เดือน ปีไม่ได้ จำชื่อเพื่อน สมาชิกในครอบครัว และบ้านเลขที่ตัวเองไม่ได้
- มีพฤติกรรมผิดปกติ  : เช่น มีความบกพร่องในการตัดสินใจแก้ปัญหาเช่น นั่งดูน้ำเดือดบนเตาเฉยๆหรือปล่อยให้น้ำล้นอ่างโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร มีการวางแผนงานหรือความ สามารถในการทำงานลดลง ไม่กล้าตัดสินใจหรือตัดสินใจผิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ มีสุขอนามัยเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น ไม่ยอมอาบน้ำ เสื้อผ้าสกปรก หรือไม่โกนหนวดในผู้ชายซึ่งเปลี่ยน แปลงไปจากเดิม หรือมีพฤติกรรมที่คนปกติทั่วไปไม่ปฏิบัติเช่น ชอบขโมยของในร้านค้า เป็นต้น บางคนอาจมีอาการทางจิตเวชเช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว (ประสาทหลอน) มีความเชื่อหรือความคิดหลงผิด นอนไม่หลับ เดินไปเดินมาตอนกลางคืน หรือนอนมากเกินไปทั้งกลางวัน - กลางคืน
- มีอารมณ์ที่ผิดปกติ  : เช่น อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา ไม่อยากคุยกับใคร แยกตัวจากสังคม หรือมีอารมณ์แปรปรวนโมโหง่าย พูดจาก้าวร้าว มีความอดทนต่ำ รอนานไม่ได้ ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบมาก่อน ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมใดๆเช่น เดิมชอบทำสวนปลูกต้นไม้ก็เลิกทำโดยไม่มีสาเหตุที่เป็นเหตุเป็นผล
- การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด  : มีความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น มีความบกพร่องในการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเช่น นึกคำไม่ออก ใช้คำที่เสียงใกล้เคียงกันเช่น เรียกเสื้อเป็นแสง ใช้คำศัพท์แปลกๆแทนหรือใช้คำว่า ไอ้นั่น ไอ้นี่ พูดตะกุกตะกักไม่เป็นประโยคต่อ เนื่อง พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย มีความคิดสร้างสรรค์ลดลง มีความบกพร่องในการเริ่มต้นหัวข้อสนทนา เป็นต้น
- มีความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรและในกิจกรรมประจำวัน  : เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัว หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมเช่น ใส่เสื้อชุดนอนไปซื้อของที่ตลาด กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ หรือปล่อยให้ราดในที่สาธารณะ กินอาหารมูมมามเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่สามารถทำกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำได้เช่น เคยทำอาหารได้ก็ลืมขั้นตอนการทำ รสชาติอาหารต่างไปจากเดิม เคยใช้โทรศัพท์มือถือได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดจะมีลักษณะเป็นเหมือนเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ระยะดำเนินโรค
ระยะเวลาการดำเนินของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ (ระดับอ่อน) จนเสียชีวิต (ระดับรุนแรง) โดยเฉลี่ยจะประมาณ 8-10 ปี

การวินิจฉัยโรค
เมื่อมีอาการน่าสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการทดสอบภาวะของความจำหากผลตรวจน่าสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเช่น ตรวจร่างกายและเลือดทั่วไปเพื่อคัดแยกโรคต่าง ๆที่เกิดขึ้นภายนอกสมองที่มีผลต่อความจำหรือทำให้สมองเสื่อมเมื่อแยกโรคทั่วไปออกแล้ว แพทย์ก็จะทำการตรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในสมองซึ่งจะต้องแยกโรคติดเชื้อเนื่องอกโพรงน้ำไขสันหลังขยายตัวเส้นเลือดตีบออกไปจากภาวะสมองเสื่อมหรือฝ่อการถ่ายภาพสมองโดยเครื่อง CT MRI หรือ PET Scanก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

รักษาโรคสมองเสื่อม
การรักษาโรคสมองเสื่อม ก่อนอื่นต้องมองหาสาเหตุที่สามารถรักษาได้ก่อนแม้จะเป็นส่วนน้อยเช่น เลือดคั่งในสมองสาเหตุจากยาหรือสารเสพติด การติดเชื้อ หรือขาดวิตามินบางชนิด จากนั้นจึงเหลือกลุ่มโรคสมองเสื่อมเรื้อรัง โดยจุดมุ่งหมายในการรักษาดูแลผู้ป่วยคือ ชะลอการลดลงของสติปัญญา ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด โดยเพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันและเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งต่อผู้ป่วยเองและต่อผู้ดูแล
แบ่งหลักการรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเป็น 5 ข้อใหญ่คือ การรักษาโรคสมองเสื่อม, การรักษาโรคร่วม, การส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันความทุพลภาพ และการดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยในแง่สังคม
     การรักษาโรคสมองเสื่อม :
การรักษาโรคสมองเสื่อมได้แก่
1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญา  : ในปัจจุบันโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยาที่มีในปัจจุบันเป็นเพียงยาที่ชะลอการดำเนินโรคหรือรักษาตามอาการ ยาที่ได้รับการยอมรับทั่วไปได้แก่ ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholineesterase, สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง) คือ ยาในกลุ่มAcetylcholineesterase inhibitor; AChEI (เช่น โดนีพีซิล/Donepezil, ไรวาสติกมีน/Rivastigmine, กาแลนตามีน/Galantamine) และยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของตัวรับเอ็นเอ็มดีเอ (NMDA/N-methyl-D-aspartate receptor antagonist) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเกิดโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะชนิดอัลไซเมอร์
ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ในแต่ละผู้ป่วยแตกต่างกัน หากพูดคร่าวๆคือ 1 ใน 3 ของคนที่ได้รับยาเหล่านี้อาการโดยรวมจะดีขึ้นได้ อีก 1 ใน อาการเท่าๆเดิม และอีก 1 ใน อาการแย่มากขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงของยาโดยเฉพาะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการฝันร้าย หัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้อหดเกร็ง
2 การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวช  : แบ่งเป็นการรักษาด้วย การไม่ใช้ยา และใช้ยา
   2.1 การรักษาโดยไม่ใช้ยา : การรักษาส่วนนี้มีความสำคัญมากต้องพิจารณาก่อนเสมอ ถ้าไม่ได้ผลจึงให้การรักษาส่วนนี้ควบคู่กับการให้ยา ซึ่งการรักษาโดยไม่ใช้ยาประกอบไปด้วย
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนที่อยู่ตามปกติ  : ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการทำกิจกรรมต่างๆ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด
การใช้ภาษา  : ควรให้ความเคารพนับถือผู้ป่วยเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง อย่าดูแลเขาเหมือนเป็นเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องใจเย็น พยายามใช้สายตาเป็นสื่อปลอบโยนผู้ป่วย ใช้ภาษาที่สุภาพสั้นและง่ายต่อการเข้าใจ ให้เวลาผู้สูงอายุในการถามหรือตอบ
การจัดกิจกรรมประจำวัน  : ควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ควรให้ความช่วยเหลือบางส่วนถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เอง ให้เวลาผู้ป่วยในการทำกิจกรรม ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ ให้อธิบายใหม่ใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายสั้นๆตรงไปตรงมา
การดูแลสุขอนามัย  : ผู้ป่วยมักลืมหรือไม่สนใจสุขอนามัยส่วนบุคคลซึ่งอาจก่อให้ผู้ดูแลกังวล และต้องดูแลมากขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่อยากให้ใครมาช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเช่น อาบน้ำ แต่งตัว ผู้ดูแลจึงอาจช่วยเหลือบางขั้นตอน ควรส่งเสริมให้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน
อาการนอนไม่หลับ: ญาติควรหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำตอนบ่ายๆ หลีกเลี่ยงการนอนหลับยาวตอนกลางวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และยานอนหลับ อาจให้ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนและให้เข้านอนเป็นเวลา
อาการซึมเศร้า : ผู้ป่วยอาจแสดงออกมาในรูปของอารมณ์เสียใจ น้อยใจ กังวล คิดว่าตนเองไร้ค่า อยากฆ่าตัวตายหรืออาจเฉยเมย แยกตัวออกจากสังคม ซึ่งอาจเป็นอาการจากโรคสมองเสื่อมเองหรือมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย ซึ่งกรณีหลังสามารถรักษาได้ด้วยยารักษาโรคซึมเศร้า
การพูดจาซ้ำซาก: ผู้ดูแลควรให้ความมั่นใจผู้ป่วยว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่ต้องกังวล พยายามเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอื่น อาจมีเครื่องช่วยเตือนความจำเช่น กระดานหรือสมุดจดกิจกรรมที่ทำประจำวัน พยายามตอบคำถามหรือเปลี่ยนการตอบคำถามเป็นเรื่องราวสนทนากันมากกว่าพูดซ้ำๆอยู่ที่เดิม
   2.2 การรักษาโดยการใช้ยา : จะให้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือให้การรักษาโดยการไม่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลเข่น ยาที่รักษาโรคจิตกลุ่มเก่า/กลุ่มดั่งเดิม (เช่น ยาฮาโลเพอริดอล/Halope ridol) และยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ (เช่น ยารีสเพอดิโดน/Risperidone ยาโองานซาพีน/Olanzapine)
ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาเหล่านี้คือ อาการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Extrapyramidal symptoms)  ผู้ป่วยอาจแสดงอาการออกมาได้หลายอย่างเช่น การเคลื่อนไหวโดยไม่ตั้งใจ สั่นทั้งตัวและแข็งเกร็ง กระวนกระวาย กล้ามเนื้อหดเกร็ง นอกจากนี้ยังพบการหายใจและหัวใจเต้นผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อใช้เป็นเวลานาน การหยุดยาที่ได้รับหรือลดขนาดยาจะทำให้อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยกลับคืนปกติ
ประสิทธิภาพการรักษาอาการของยาทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวไม่แตกต่างกัน แต่ยากลุ่มใหม่พบผล ข้างเคียงต่อระบบประสาทที่ทำให้เคลื่อนไหวผิดปกติน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มใหม่มีราคาสูงกว่ายากลุ่มดั่งเดิมค่อนข้างมาก
     การรักษาโรคร่วม  :
ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีโรคอื่นร่วมด้วย มีความจำเป็นที่ต้องรักษาควบคู่กันไปอาทิเช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคหัวใจ เป็นต้น รวมทั้งรักษาภาวะหรือโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสับสนมากขึ้น อาทิ ท้องผูก ภาวะเลือด/โลหิตจาง ความเจ็บ/ปวดปัสสาวะบ่อยจากปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะโดยกรณีโรคร่วมเหล่านี้แพทย์จะให้การรักษาเหมือนกับผู้ป่วยทั่วไป
    การส่งเสริมสุขภาพ  :
ควรแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอกับความต้องการ (อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่) หลีกเลี่ยงภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่ผู้ป่วยชอบเพื่อคงความแข็งแรงทางกายภาพให้มากที่สุด และหลีก เลี่ยงการใช้ยาต่างๆมากเกินความจำเป็น
     การป้องกันความทุพลภาพ  :
การป้องกันความทุพลภาพเช่น การรับวัคซีนที่เหมาะสมเหมือนผู้สูงอายุทั่วไป ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม และแก้ไขภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยหกล้ม หากยังขับรถอยู่ต้องประเมินว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
      การดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย (Carer) ในแง่สังคม  :
ควรมีการพูดคุยถึงแนวทางการรักษาในอนาคต (Advance care directives) ในกรณีที่ผู้ ป่วยมีอาการ ทางกายภาพที่รุนแรง ควรให้ผู้ป่วยเป็นคนตัดสินใจในขณะที่ยังทำได้ หากไม่แน่ใจ ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์และนักจิตวิทยาเฉพาะทางที่จะช่วยประเมิน และควรให้มีตัวแทนตัดสิน ใจในการรักษาและจัดการเรื่องมรดกทรัพย์สินตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับผู้ดู แลผู้ป่วยโดยเปรียบเสมือนเป็นผู้ป่วยคนหนึ่ง ผู้ดูแลมักพบเกิดเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลได้บ่อย แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยผู้ดูแลในการวางแผนการรักษาและตัดสินใจ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาและการพยากรณ์โรค และอาจส่งผู้ดูแลไปเข้ากลุ่มที่ช่วย เหลือผู้ดูแลอาทิ ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเล่าปัญหา หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน บางแห่งมีสถานที่ชั่วคราวให้ผู้ป่วยไปพักชั่วคราวเพื่อให้ผู้ดูแลได้พักบ้าง คลายความเครียด นอกจากนี้ผู้ดูแลควรอธิบายให้สมาชิกอื่นในครอบครัวเข้าใจและให้ความช่วยเหลือด้วย

แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อม
- รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด
- ระวังการใช้สารที่อาจเกิดอันตรายต่อสมอง เช่น การดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
- ระวังปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น สูบบุหรี่ หรืออยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่
- การฝึกสมอง พยายามทำกิจกรรมที่ได้ใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือวาดรูป คิดเลข เล่นเกมตอบปัญหา การดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจเช่น ลองเปลี่ยนเส้นทางเดินทางที่เคยใช้ประจำลองใช้ประสาทสัมผัสอื่นที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น ฝึกเขียนหนังสือหรือแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด ถือเป็นการออกกำลังสมองอย่างหนึ่ง
- ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ระมัดระวังอุบัติเหตุต่าง ๆ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ศีรษะ
- หลีกเลี่ยงความเครียด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเดินทางไปพักผ่อน การฝึกสมาธิ เป็นต้น



อ้างอิง      สมศักดิ์ เทียมเก่า.(2554).สมองเสื่อม (Dementia).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :  http://haamor.com/th/โรคสมองเสื่อม/  7 เมษายน 2559
กระปุกดอทคอม.(2553).โรคสมองเสื่อม (Dementia).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :  http://health.kapook.com/view9614.html  7 เมษายน 2559


12. Alcohol-Related disorder


12.  Alcohol-Related disorder

กลุ่มอาการเนื่องจากการขาดสุราและการรักษาในปัจจุบัน (Alcohol withdrawal syndromes)
สาเหตุ
                กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเป็นจากการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ของสารสื่อประสาทต่าง ๆ ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ ระบบแรกทำหน้าที่ยับยั้ง ซึ่งพบว่ามีการทำงานลดลง โดยมี gamma-amino-butyric acid (GABA) และ alpha -2- adrenergic receptor activity ลดลง ส่วนระบบที่สองซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นนั้นพบว่ามีการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนที่สำคัญ คือ มี N-methyl-D-aspartateactivity เพิ่มขึ้นจากการลดลงของ magnesium ทำให้เกิดภาวะ hyperexcit-ability นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่นติดตามมา เช่นมี catecholamine และ corticotropin หลั่งออกมามาก  ภาวะ hyperexcitability นี้ยังอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระดับ cell membrane โดยพบว่าในผู้ป่วย โรคพิษสุรา จะมีปริมาณของ calcium channel เพิ่มขึ้นกว่าเดิม  จากการศึกษาพบว่า calcium channel blocker สามารถลดอาการ withdrawal ได้

ที่มาของภาพ  :  http://rama4.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/img/psychiatrist/Alcohol.jpg  (7/4/59)

ลักษณะอาการ
อาการ delirium โดยมักเริ่มเป็นตอนเย็นหรือกลางคืน ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน ประสาทหลอนเห็นคนจะมาทำร้าย เห็นตำรวจจะมาจับ หรืออาจเห็นเป็นสัตว์ต่าง ๆ รู้สึกว่ามีอะไรมาไต่ตามตัว บางครั้งหูแว่ว เสียงคนพูด เสียงคนข่มขู่ มีท่าทางหวาดกลัว บางครั้งพูดฟังไม่เข้าใจ ร้องตะโกน หรือหลบซ่อนตัว อาการเป็นตลอดทั้งคืน ช่วงเช้าส่วนใหญ่อาการจะทุเลาลง ตอนบ่ายอาการปกติดี ซึ่งเป็นการแกว่งไกวของอาการ (fluctuation) ญาติมักจะคิดว่าหายดีแล้ว แต่พอตกเย็น ผู้ป่วยก็เริ่มกลับมามีอาการอีก
ความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นในแต่ละกลุ่มอาการแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน พบว่าร้อยละ 75-80 อาการเป็นน้อย ร้อยละ 15-20 มีอาการปานกลาง และมีเพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้นที่อาการรุนแรงจนถึงขั้น
delirium tremens ซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดอาการหลังจากอยู่โรงพยาบาลได้ 3 วัน อาการ delirium นี้เป็นไม่นาน ส่วนใหญ่จะมีอาการมากอยู่ ประมาณ 3 วันแล้วค่อย ๆ ทุเลาลง รายที่มีอาการอยู่นานพบว่าเป็นจากปัจจัยเสริมจากภาวะความผิดปกติทางร่างกายอื่น ๆ ในสมัยก่อน อัตราการตายประมาณร้อยละ 15 ปัจจุบันประมาณร้อยละ 1-2

การวินิจฉัย
                การซักประวัติให้ละเอียดและการตรวจร่างกายอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะทางระบบประสาทเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อดูว่า มีโรคทางร่างกายอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ จากการศึกษาผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลพบว่า มีความผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย ถึงร้อยละ 23 เช่น gastritis gastriculcer pancreatitis liver disease cardiomyopathy หรือ neurologic complication เป็นต้น ผู้ป่วย alcohol withdrawal ธรรมดานั้นไม่ค่อยมีปัญหาในการวินิจฉัย ผู้ป่วย alcohol withdrawal seizure ต้องแยกจากการชักที่มีมาจากสาเหตุอื่น โดยเฉพาะในรายที่มี focal seizure ผู้ป่วย alcohol hallucinosis ต้องแยกจากอาการ delirium tremens และผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากโรคจิตเวชอื่น ๆ ส่วนผู้ป่วย delirium tremens ต้องแยกจากภาวะ delirium จากสาเหตุอื่น ๆ โดยเฉพาะ hepatic encephalopathy และภาวะการขาดสมดุลของเกลือแร่ การส่งตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น serum magnesium level liver function test prothrombin time หรือ EEG อาจจำเป็นในกรณีมีข้อบ่งชี้

การรักษา
                อาการ alcohol withdrawal ที่ไม่รุนแรงนั้น แม้จะไม่ให้การรักษาด้วยยา อาการ ก็ทุเลาลงเองได้ บางการศึกษาพบว่ามีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ยังไม่มีปัจจัยใดที่จะช่วยบ่งว่า ผู้ป่วยรายใด ที่จะเกิดอาการรุนแรงซึ่งต้องให้ยาป้องกัน ความถี่บ่อยหรือปริมาณของการดื่มสุรา หรือระดับ enzyme aminotransferase นั้น ไม่ได้ช่วยในการบอกถึงความรุนแรงของอาการ ที่พอทราบ คือ ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติ ของ delirium tremens จะมีโอกาสเกิดได้อีกในการหยุดสุราครั้งต่อไป



อ้างอิง      ภาควิชาจิตเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล.กลุ่มอาการเนื่องจากการขาดสุราและการรักษาในปัจจุบัน (Alcohol withdrawal syndromes).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :  http://rama4.mahidol.ac.th/ramamental/?q=psychiatristknowledge/generalpsychiatrist/08062014-0911  7 เมษายน 2559

11. Adjustment disorders


11. โรคภาวะการปรับตัวผิดปกติ (Adjustment disorders)

           ภาวะการปรับตัวผิดปกติ (adjustment disorders) เป็นปฏิกิริยาปรับตัวผิดปกติต่อความเครียด (psychosocial stressor) เกิดขึ้นภายใน 3 เดือนหลังจากมีความเครียด และคงอยู่นานไม่เกิน 6 เดือน เป็นการตอบสนองอย่างมีพยาธิสภาพ ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตเดิมที่มีอาการกำเริบ จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางจิตเวชที่เป็นแบบ non-psychotic ซึ่งสามารถหายเป็นปกติได้ โดยที่อาการทางจิตเวชมักจะเกิดภายในเวลา 3 เดือนหลังจากมีภาวะความกดดันมากระทบ มีสาเหตุชัดเจนจากภาวะความกดดัน ก่อให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด จนไม่สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

ที่มาของภาพ  : http://www.kidsbehaviour.co.uk/images/8222.jpg  (7/4/59)

สาเหตุ
สาเหตุโดยตรงของโรคนี้ ก็คือ ภาวะความกดดัน ลักษณะความกดดันจากภาวะจิตสังคมที่พบบ่อย ได้แก่ ปัญหาเกิดจากในครอบครัว หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ปัญหาทางด้านการเงิน ความเจ็บป่วยทางกาย หรือทางจิตใจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของวงจรชีวิตคนเรา เช่น วัยรุ่น การเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก การแต่งงาน เป็นต้น หรือความกดดันอย่างอื่น เช่น ภัยทางธรรมชาติ ระเบิด สงคราม 
สาเหตุความกดดันอาจมีเพียงอย่างเดียว หรือหลายอย่างประกอบกันก็ได้ 
 ความกดดันอาจเกิดจากครอบครัว ทำให้เป็นปัญหากับบุคคลใดบุคคลหนึ่งในครอบครัว หรือกับทุกคนในครอบครัวก็ได้ หรืออาจเป็นปัญหาของชุมชน โดยกลุ่มคนที่พบสถานการณ์ร่วมกันอาจเกิดปัญหาการปรับตัวได้เช่นกัน เช่น ภาวะสงคราม การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ เป็นต้น 
ความรุนแรงของเหตุการณ์ไม่สามารถทำนายความรุนแรงของปฏิกิริยายาตอบสนองได้ ผู้ที่มีจิตใจอ่อนแออาจจะมีความผิดปกติอย่างมากต่อความกดดันในระดับต่ำหรือระดับปานกลางในขณะที่ผู้อื่นอาจเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อยทั้งที่ได้รับความกดดันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง 
ระดับของการตอบสนองต่อความกดดันของคนเรามิได้สัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมากับระดับความรุนแรงของความกดดัน แต่จะเป็นความสัมพันธ์ร่วมกันของปัจจัยต่อไปนี้ 
1. Stressors คือ ลักษณะของความกดดันที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหา ความรุนแรงของ stressor ไม่ได้สัมพันธ์กับความรุนแรงของ adjustment disorder 
2. Situational context คือ สภาวะแวดล้อมขณะนั้นของผู้ป่วย เช่น ขณะตั้งครรภ์ใกล้ คลอด ได้ยินข่าวสามีประสบอุบัติเหตุ 
3. Intrapersonal factors คือ เหตุปัจจัยในตัวผู้ป่วยเอง เช่น นิสัย วิธีการปรับตัว เป็นต้น
บุคคลแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดไม่เหมือนกัน ความเครียดอย่างเดียวกัน ระดับเดียวกัน บางคนอาจมีปฏิกิริยาต่อความเครียดนั้นอย่างมากมาย แต่บางคนอาจไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของบุคคลนั้น ๆ เช่น ลักษณะพื้นฐานทางอารมณ์ที่มีมาแต่กำเนิด พันธุกรรม โรคทางร่างกาย ระดับอายุ บุคลิกภาพ เป็นต้น
 การอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กตาม concept ของ Winnicott “GOOD-ENOUGH-MOTHER” การเลี้ยงดูที่ตอบสนองความต้องการของเด็กได้เพียงพอ  จะทำให้เด็กเติบโตและทนต่อความเครียดได้ดี
โดยเฉเพาะในกลุ่มบุคคลที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ หรือมีความผิดปกติทางด้านสมองมาก่อน จะมีความต้านทานต่อความกดดันได้น้อยกว่าคนทั่วไป ทำให้เกิดปัญหาภาวะการปรับตัวผิดปกติได้บ่อยกว่า

ลักษณะทางคลินิก (ลักษณะอาการ)
 เกิดได้กับคนทุกอายุ  มีอาการแสดงออกได้หลายแบบ ได้แก่ ซึมเศร้า วิตกกังวล การเรียนไม่ดี ทำงานไม่ไหว  อาการทางร่างกาย เช่น ปวดหลัง ปวดศีรษะ
 อาการทางคลินิกของภาวะความผิดปกตินี้ มีได้หลายแบบ DSM IV ได้จำแนกออกเป็น 6 กลุ่มย่อย ดังต่อไปนี้ 
1.Adjustment disorder with anxiety อาการเด่นคือ กระสับกระส่าย วิตกกังวลหงุดหงิด ตึงเครียด และตื่นเต้น  ในเด็กกลัวการพลัดพรากจากผู้ที่ตนเองรัก 
2. Adjustment disorder with depressed mood อาการที่เด่นเป็น อารมณ์เศร้า เสียใจ และรู้สึกสิ้นหวัง 
3. Adjustment disorder with disturbance of conduct อาการเด่นได้แก่ มีความ ประพฤติที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ละเมิดต่อผู้ใหญ่ หรือละเมิดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ตัวอย่าง เช่น หนีโรงเรียน ไม่รับผิดชอบ แสดงความป่าเถื่อน ขับรถอย่างบ้าระห่ำ ใช้กำลังเข้าต่อสู้ ละเลยความรับผิดชอบตามกฎหมาย 
4. Adjustment disorder with mixed disturbance of emotions and conduct อาการที่ เด่นเป็นอาการต่างๆ ทางอารมณ์ เช่น อารมณ์เศร้า วิตกกังวล และความแปรปรวนของความประพฤติ 
5. Adjustment disorder with mixed anxiety and depress mood อาการเด่นเป็นอาการร่วมกันของอารมณ์เศร้าและอาการวิตกกังวล 
6. Adjustment disorder unspecified คือความผิดปกติต่างๆ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาในการปรับตัวที่ไม่เหมาะสมต่อ psychosocial stressors ซึ่งมิได้จัดระบบไว้เป็น adjustment disorder อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่เข้ากับประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น มีอาการ บ่นถึงอาการเจ็บป่วย ทางร่างกาย แยกตัวจากสังคม ปฏิบัติงานหรือ เรียนได้น้อยลง

หลักเกณฑ์การวินิจฉัย adjustment disorder ตาม DSM-IV-TR 
A. มีอาการทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ภายใน 3 เดือน หลังจากเผชิญกับเรื่องเครียด มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมตอบสนองตอบต่อภาวะความกดดันที่ปรากฏชัดเจน (หนึ่งอย่างหรือมากกว่า) ภายใน 3 เดือน นับแต่เริ่มต้นของภาวะความกดดัน
B. อาการทำให้เกิดผลข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้อ ต่อไปนี้ 
   1. มีปฏิกิริยามากเกินไปต่อความเครียดนั้น คือ อาการตึงเครียดมากเกินกว่าการตอบสนองต่อภาวะความกดดันตามปกติวิสัย ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
     2. มีความบกพร่องของสังคม อาชีพ การศึกษา คือ หน้าที่การงาน การเรียน การเข้าสังคม
C. ความผิดปกติที่ตอบสนองต่อภาวะความกดดันไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยโรคทางจิตเวชใน Axis I อื่นๆ และไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของความผิดปกติใน Axis I และ Axis II
D. ไม่ใช่ bereavement (อาการไม่ใช่เป็นการตอบสนองทั่วไปต่อการสูญเสียบุคคลที่ตนรัก)
E. เมื่อสถานการณ์ที่ทำให้เครียดหมดไป อาการคงอยู่นานไม่เกิน 6 เดือน 
        Acute ถ้ามีอาการน้อยกว่า 6 เดือน  
        Chronic ถ้าอาการเป็นมากกว่า 6 เดือน

การดำเนินโรค 
- บางรายมีอาการเพียง 2-3 วัน หรือ 2-3 สัปดาห์ แต่จะไม่นานเกิน 6 เดือน 
- จากการติดตามผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น adjustment disorder ไป 3-4 ปี พบว่าร้อยละ 25 ที่กลับมาด้วยปัญหาเดิม และในกลุ่มนี้อาจเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยเป็นความผิดปกติอย่างอื่น เช่น personality disorder ร้อยละ 47 และ neurotic disorder ร้อยละ 25

ที่มาของภาพ  :  http://www.scumdoctor.com/images/Adjustment-Disorder-Due-To-Hearing-Loss.jpg  (7/4/59)

การรักษา
เป้าหมายอันดับแรก : ลดอาการของผู้ป่วยและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็เท่าระดับเดิมก่อนที่จะเกิดปัญหา 
เป้าหมายถัดไป : ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการต่อสู้ปัญหาของผู้ป่วย รวมทั้งเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมถ้าสามารถทำได้
1. individual psychotherapy เป็น treatment of choice สำหรับโรคนี้โดยค้นหาความหมายของ
stressor มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในวัยเด็กอย่างไร ผู้ป่วยใช้กลไกการปรับตัวและแก้ไขปัญหาอย่างไร ต้องระวังเรื่อง secondary gain เพื่อให้ตนเองไม่ต้องรับผิดชอบงานบางอย่าง
crisis intervention จิตบำบัดแบบสั้นเพื่อให้ผู้ป่วยหายโดยเร็ว โดยใช้เทคนิค supportive technique , suggestion , reassurance , environmental modification , hospitalization ต้องมี flexibility
2. กลุ่มบำบัด (group psychotherapy) ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเครียดเหมือน ๆ กัน เช่น กลุ่มผู้ป่วยที่ล้างไตเหมือนกัน กลุ่มผู้ป่วยที่เกษียณอายุราชการเหมือน ๆ กัน ทำให้มีการระบายความเครียด ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
3. ยา ตามอาการ เช่น ยาลดความวิตกกังวล ยาลดความซึมเศร้าในช่วงสั้น ๆ ก็จะทำให้ผู้ป่วย
คลายกังวลและ ปรับตัวได้เร็วขึ้น
วิธีการรักษาเน้นที่จิตบำบัดแบบประคับประคอง โดยอาศัยขบวนการเหล่านี้ คือ 
1. หาสาเหตุของภาวะความกดดันให้ชัดเจน เข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้น รวมทั้งวิธีการตอบสนองของผู้ป่วย 
2. ประเมินระดับความรุนแรงและระยะเวลาความผิดปกติที่เกิดขึ้น 
3. หากพบความผิดปกติทางจิตเวชอื่นๆ ที่เกิดขึ้นให้ทำการรักษา 
4. ประเมินบุคลิกภาพทั้งหมดของผู้ป่วย 
5. ให้ผู้ป่วยเข้าใจและสามารถระบายปัญหาภาวะความกดดันทางจิตใจออกมาได้ 
6. ให้คำแนะนำหรือกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น 
7. ส่งเสริม ให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญต่อภาวะความกดดันนั้นได้ 
8. อาจนำเอาขบวนการรักษาอย่างอื่นมาประกอบการช่วยเหลือ เช่น 
8.1 Family therapy ให้สมาชิกในครอบครัวร่วมกันแก้ไขปัญหา 
8.2 Behavior therapy 
8.3 Self help groups ให้มีการทำกลุ่มบำบัดร่วมกันในกลุ่มที่มีปัญหาคล้ายกัน 
9. กรณีผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลสูง อาจพิจารณาให้ยาคลายกังวล หรือยาแก้เศร้า ในระยะแรกเพื่อลดอาการที่เจ็บป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการปรับตัวที่ดีขึ้น

การป้องกัน
ผู้เป็นผู้ปกครองควรให้ความรัก ความเอาใจใส่บุตรหลาน โดยพิจารณาจากปัจจัยดังนี้
ปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการปรับตัว
ปัจจัยแรก เป็นเรื่องของอารมณ์  คือ พื้นอารมณ์ดี อารมณ์มั่นคง
 สิ่งที่พ่อแม่ให้ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด  นอกจากรูปร่างหน้าตาผิวพรรณและลักษณะทางร่างกายภายนอกแล้ว  พื้นอารมณ์ก็เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่เด็กด้วย  พื้นอารมณ์คือลักษณะจำเพาะของอารมณ์ของเด็กคนนั้น   สังเกตได้จากการตอบสนองทางอารมณ์  เวลาเด็กหิว  โกรธ  เครียด  เหนื่อย  ง่วง  เด็กบางคนจะร้องโวยวาย  แสดงออกมาก  บางคนจะสงบเสงี่ยมเรียบร้อย  ทำให้เด็กมีความน่ารัก และยากง่ายในการเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน   ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดของเด็กจึงแตกต่างกันตั้งแต่เกิดก็ว่าได้   คำพูดที่ว่าเด็กเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์เหมือนกันทุกคนจึงไม่จริง  เด็กอาจเกิดมาบริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว  แต่เป็นผ้าต่างชนิดกัน  บางคนเป็นผ้าไหม สวยงามแต่บอบบาง  เวลาซักต้องนุ่มนวลทะนุถนอม  บางคนเป็นผ้าใบ  แข็งแรงทนทาน  แต่ไม่ค่อยสวย รีดยากยับง่าย   เด็กที่พื้นอารมณ์ดีอาจจะเปรียบได้กับผ้าสารพัดประโยชน์  ใช้ง่าย  แข็งแรงทนทาน  เวลาเจอปัญหาจะเรียนรู้ในการแก้ปัญหาด้วยความสงบ  มากกว่าแตกตื่นโวยวาย
ความมั่นคงในอารมณ์  เกิดจากการเรียนรู้ในชีวิต  จากการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ ครอบครัว  ถ้าครอบครัวมีความรัก ความอบอุ่น  การตอบสนองอย่างพอเหมาะ  เด็กจะมีความมั่นคงในอารมณ์สูง  ไม่หวั่นไหวง่ายๆ  มั่นใจตนเอง  มองโลกในแง่ดี  มองคนอื่นดี  ไว้วางใจผู้อื่น  เวลาเจอปัญหาจะสงบจิตใจได้เร็ว  มองหาหนทางแก้ปัญหาได้ง่าย
ปัจจัยข้อที่สอง  คือความสามารถทางสติปัญญา  
 ข้อนี้มีส่วนที่ถูกถ่ายทอดมาจากพ่อแม่  ทางพันธุกรรมมากเช่นเดียวกับเรื่องอารมณ์   แต่สติปัญญามีการเรียนรู้ได้ในภายหลังไม่น้อยเช่นกัน  การเรียนรู้เกิดจากการได้มีโอกาสได้ลองเผชิญชีวิตอย่างพอเหมาะ  ไม่มากไปหรือน้อยไป  เมื่อแก้ปัญหาสำเร็จจะเกิดความภูมิใจในตนเอง  ความมั่นใจ  เวลาเจอปัญหาภายหลังจะสงบ  มีทักษะในการคิด การแก้ปัญหาได้อย่างดี  ตัวสติปัญญาที่ดี  ยังทำให้เด็กมีความคิดในการแก้ไขปัญหาได้ละเอียดรอบ  มีช่องทางแก้ปัญหาได้มากกว่า  จะเกิดความสำเร็จดีกว่าเด็กที่สติปัญญาต่ำกว่า เด็กฉลาดจึงมักมี การแก้ปัญหาด้วยความรอบคอบ  และปลอดภัย
 ปัจจัยข้อที่สาม  คือ  ทักษะสังคม  ได้แก่ความสามารถในการสื่อสารเจรจา  การเข้าสังคมกับเพื่อน
ข้อนี้เกิดจากการเรียนรู้ล้วนๆ  เด็กจะเรียนรู้จากการฝึกฝนการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ  จากภายในบ้านสู่โรงเรียน  และชุมชน  อย่างไรก็ตามความสามารถข้อนี้ต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานข้อหนึ่งและข้อสองด้วยเช่นกัน 



อ้างอิง      :  ศุภัชยา พวงพรทิพ.(2552).โรคภาวะการปรับตัวผิดปกติ.(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :   http://www.suriyothai.ac.th/node/1105  7 เมษายน 2559