วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

13. Dementia


13. โรคสมองเสื่อม (Dementia)

โรคสมองเสื่อมเป็นคำที่เรียกกลุ่มอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลงหลายๆด้าน คนทั่วไปมักเข้าใจว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องเฉพาะความจำเท่านั้น แต่จริงแล้ว ยังมีปัญหาในการใช้ความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพ จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งในด้านการงาน การเข้าสังคม และชีวิตส่วนตัว โดยขณะที่แพทย์ประเมินผู้ป่วยว่ามีสมองเสื่อมหรือไม่ ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการสับสนอย่าง ฉับพลันหรือมีระดับการรู้สึกตัวบกพร่อง

ที่มาของภาพ  :  http://www.thaihealth.or.th/data/content/25612/cms/e_ciklrtuvwx48.jpg  (7/4/59)

สาเหตุ
โรคสมองเสื่อมอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางโรครักษาได้ บางโรครักษาไม่ได้ แต่ถ้าตรวจพบได้เร็วจะสามารถชะลออัตราการเสื่อมของสมองได้ สมองเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง (Degenerative dementia) เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาทที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งมีหลายโรคตัวอย่างเช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคลิววี่บอร์ดี้ (Lewybody disease) เป็นโรคที่มีอาการร่วมกันระหว่างอัลไซเมอร์กับพาร์กินสัน เป็นต้น
สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดในสมอง (Vascular dementia) พบได้บ่อยเป็นอันดับที่สอง สามารถรักษาให้ดีขึ้นและป้องกันได้ อาการสมองเสื่อมจะเกิดขึ้นหลังจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองส่วนนั้นเสื่อมหน้าที่ 
สาเหตุหลักของโรคนี้ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่

อาการของโรคสมองเสื่อม
อาการของโรคสมองเสื่อมมีความแตกต่างได้หลากหลาย และโรคเดียวกันผู้ป่วยแต่ละคนก็อาจมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันเช่น บางรายมีอาการหลงลืมเป็นอาการเด่น บางรายมีอาการด้านพฤติกรรม หรือการใช้ภาษาเป็นอาการเด่น เป็นต้น โดยความผิดปกตินี้จะเกิด ขึ้นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือน
     อาการโรคสมองเสื่อมที่ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตได้คือ
- มีความบกพร่องในความจำ การรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  : เช่น ลืมคำพูดระหว่างการสนทนา จึงถามซ้ำๆบ่อยๆหรือพูดวกวนในเรื่องเก่าๆ ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเช่น กินข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่กิน ลืมของมีค่าบ่อยๆเช่น กระเป๋าสตางค์ นาฬิกาข้อมือ กุญแจบ้าน เป็นต้น หลงทางในที่ที่คุ้นเคยเช่น ออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก หรือลืมว่าต้องนั่งรถประจำทางสายใดทั้งๆที่เดิมเคยนั่งอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
- มีความบกพร่องเกี่ยวกับการรับรู้สิ่งรอบตัว  : เช่น จำวันที่ เดือน ปีไม่ได้ จำชื่อเพื่อน สมาชิกในครอบครัว และบ้านเลขที่ตัวเองไม่ได้
- มีพฤติกรรมผิดปกติ  : เช่น มีความบกพร่องในการตัดสินใจแก้ปัญหาเช่น นั่งดูน้ำเดือดบนเตาเฉยๆหรือปล่อยให้น้ำล้นอ่างโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร มีการวางแผนงานหรือความ สามารถในการทำงานลดลง ไม่กล้าตัดสินใจหรือตัดสินใจผิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ มีสุขอนามัยเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น ไม่ยอมอาบน้ำ เสื้อผ้าสกปรก หรือไม่โกนหนวดในผู้ชายซึ่งเปลี่ยน แปลงไปจากเดิม หรือมีพฤติกรรมที่คนปกติทั่วไปไม่ปฏิบัติเช่น ชอบขโมยของในร้านค้า เป็นต้น บางคนอาจมีอาการทางจิตเวชเช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว (ประสาทหลอน) มีความเชื่อหรือความคิดหลงผิด นอนไม่หลับ เดินไปเดินมาตอนกลางคืน หรือนอนมากเกินไปทั้งกลางวัน - กลางคืน
- มีอารมณ์ที่ผิดปกติ  : เช่น อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา ไม่อยากคุยกับใคร แยกตัวจากสังคม หรือมีอารมณ์แปรปรวนโมโหง่าย พูดจาก้าวร้าว มีความอดทนต่ำ รอนานไม่ได้ ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบมาก่อน ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมใดๆเช่น เดิมชอบทำสวนปลูกต้นไม้ก็เลิกทำโดยไม่มีสาเหตุที่เป็นเหตุเป็นผล
- การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด  : มีความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น มีความบกพร่องในการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเช่น นึกคำไม่ออก ใช้คำที่เสียงใกล้เคียงกันเช่น เรียกเสื้อเป็นแสง ใช้คำศัพท์แปลกๆแทนหรือใช้คำว่า ไอ้นั่น ไอ้นี่ พูดตะกุกตะกักไม่เป็นประโยคต่อ เนื่อง พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย มีความคิดสร้างสรรค์ลดลง มีความบกพร่องในการเริ่มต้นหัวข้อสนทนา เป็นต้น
- มีความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรและในกิจกรรมประจำวัน  : เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัว หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมเช่น ใส่เสื้อชุดนอนไปซื้อของที่ตลาด กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ หรือปล่อยให้ราดในที่สาธารณะ กินอาหารมูมมามเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่สามารถทำกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำได้เช่น เคยทำอาหารได้ก็ลืมขั้นตอนการทำ รสชาติอาหารต่างไปจากเดิม เคยใช้โทรศัพท์มือถือได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดจะมีลักษณะเป็นเหมือนเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ระยะดำเนินโรค
ระยะเวลาการดำเนินของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ (ระดับอ่อน) จนเสียชีวิต (ระดับรุนแรง) โดยเฉลี่ยจะประมาณ 8-10 ปี

การวินิจฉัยโรค
เมื่อมีอาการน่าสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการทดสอบภาวะของความจำหากผลตรวจน่าสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเช่น ตรวจร่างกายและเลือดทั่วไปเพื่อคัดแยกโรคต่าง ๆที่เกิดขึ้นภายนอกสมองที่มีผลต่อความจำหรือทำให้สมองเสื่อมเมื่อแยกโรคทั่วไปออกแล้ว แพทย์ก็จะทำการตรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในสมองซึ่งจะต้องแยกโรคติดเชื้อเนื่องอกโพรงน้ำไขสันหลังขยายตัวเส้นเลือดตีบออกไปจากภาวะสมองเสื่อมหรือฝ่อการถ่ายภาพสมองโดยเครื่อง CT MRI หรือ PET Scanก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

รักษาโรคสมองเสื่อม
การรักษาโรคสมองเสื่อม ก่อนอื่นต้องมองหาสาเหตุที่สามารถรักษาได้ก่อนแม้จะเป็นส่วนน้อยเช่น เลือดคั่งในสมองสาเหตุจากยาหรือสารเสพติด การติดเชื้อ หรือขาดวิตามินบางชนิด จากนั้นจึงเหลือกลุ่มโรคสมองเสื่อมเรื้อรัง โดยจุดมุ่งหมายในการรักษาดูแลผู้ป่วยคือ ชะลอการลดลงของสติปัญญา ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด โดยเพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันและเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งต่อผู้ป่วยเองและต่อผู้ดูแล
แบ่งหลักการรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเป็น 5 ข้อใหญ่คือ การรักษาโรคสมองเสื่อม, การรักษาโรคร่วม, การส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันความทุพลภาพ และการดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยในแง่สังคม
     การรักษาโรคสมองเสื่อม :
การรักษาโรคสมองเสื่อมได้แก่
1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญา  : ในปัจจุบันโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ยาที่มีในปัจจุบันเป็นเพียงยาที่ชะลอการดำเนินโรคหรือรักษาตามอาการ ยาที่ได้รับการยอมรับทั่วไปได้แก่ ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholineesterase, สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง) คือ ยาในกลุ่มAcetylcholineesterase inhibitor; AChEI (เช่น โดนีพีซิล/Donepezil, ไรวาสติกมีน/Rivastigmine, กาแลนตามีน/Galantamine) และยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของตัวรับเอ็นเอ็มดีเอ (NMDA/N-methyl-D-aspartate receptor antagonist) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเกิดโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะชนิดอัลไซเมอร์
ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ในแต่ละผู้ป่วยแตกต่างกัน หากพูดคร่าวๆคือ 1 ใน 3 ของคนที่ได้รับยาเหล่านี้อาการโดยรวมจะดีขึ้นได้ อีก 1 ใน อาการเท่าๆเดิม และอีก 1 ใน อาการแย่มากขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงของยาโดยเฉพาะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการฝันร้าย หัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้อหดเกร็ง
2 การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวช  : แบ่งเป็นการรักษาด้วย การไม่ใช้ยา และใช้ยา
   2.1 การรักษาโดยไม่ใช้ยา : การรักษาส่วนนี้มีความสำคัญมากต้องพิจารณาก่อนเสมอ ถ้าไม่ได้ผลจึงให้การรักษาส่วนนี้ควบคู่กับการให้ยา ซึ่งการรักษาโดยไม่ใช้ยาประกอบไปด้วย
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนที่อยู่ตามปกติ  : ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการทำกิจกรรมต่างๆ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด
การใช้ภาษา  : ควรให้ความเคารพนับถือผู้ป่วยเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง อย่าดูแลเขาเหมือนเป็นเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องใจเย็น พยายามใช้สายตาเป็นสื่อปลอบโยนผู้ป่วย ใช้ภาษาที่สุภาพสั้นและง่ายต่อการเข้าใจ ให้เวลาผู้สูงอายุในการถามหรือตอบ
การจัดกิจกรรมประจำวัน  : ควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ควรให้ความช่วยเหลือบางส่วนถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เอง ให้เวลาผู้ป่วยในการทำกิจกรรม ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ ให้อธิบายใหม่ใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายสั้นๆตรงไปตรงมา
การดูแลสุขอนามัย  : ผู้ป่วยมักลืมหรือไม่สนใจสุขอนามัยส่วนบุคคลซึ่งอาจก่อให้ผู้ดูแลกังวล และต้องดูแลมากขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่อยากให้ใครมาช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเช่น อาบน้ำ แต่งตัว ผู้ดูแลจึงอาจช่วยเหลือบางขั้นตอน ควรส่งเสริมให้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน
อาการนอนไม่หลับ: ญาติควรหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำตอนบ่ายๆ หลีกเลี่ยงการนอนหลับยาวตอนกลางวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และยานอนหลับ อาจให้ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนและให้เข้านอนเป็นเวลา
อาการซึมเศร้า : ผู้ป่วยอาจแสดงออกมาในรูปของอารมณ์เสียใจ น้อยใจ กังวล คิดว่าตนเองไร้ค่า อยากฆ่าตัวตายหรืออาจเฉยเมย แยกตัวออกจากสังคม ซึ่งอาจเป็นอาการจากโรคสมองเสื่อมเองหรือมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย ซึ่งกรณีหลังสามารถรักษาได้ด้วยยารักษาโรคซึมเศร้า
การพูดจาซ้ำซาก: ผู้ดูแลควรให้ความมั่นใจผู้ป่วยว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่ต้องกังวล พยายามเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอื่น อาจมีเครื่องช่วยเตือนความจำเช่น กระดานหรือสมุดจดกิจกรรมที่ทำประจำวัน พยายามตอบคำถามหรือเปลี่ยนการตอบคำถามเป็นเรื่องราวสนทนากันมากกว่าพูดซ้ำๆอยู่ที่เดิม
   2.2 การรักษาโดยการใช้ยา : จะให้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือให้การรักษาโดยการไม่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลเข่น ยาที่รักษาโรคจิตกลุ่มเก่า/กลุ่มดั่งเดิม (เช่น ยาฮาโลเพอริดอล/Halope ridol) และยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ (เช่น ยารีสเพอดิโดน/Risperidone ยาโองานซาพีน/Olanzapine)
ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาเหล่านี้คือ อาการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Extrapyramidal symptoms)  ผู้ป่วยอาจแสดงอาการออกมาได้หลายอย่างเช่น การเคลื่อนไหวโดยไม่ตั้งใจ สั่นทั้งตัวและแข็งเกร็ง กระวนกระวาย กล้ามเนื้อหดเกร็ง นอกจากนี้ยังพบการหายใจและหัวใจเต้นผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อใช้เป็นเวลานาน การหยุดยาที่ได้รับหรือลดขนาดยาจะทำให้อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยกลับคืนปกติ
ประสิทธิภาพการรักษาอาการของยาทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวไม่แตกต่างกัน แต่ยากลุ่มใหม่พบผล ข้างเคียงต่อระบบประสาทที่ทำให้เคลื่อนไหวผิดปกติน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มใหม่มีราคาสูงกว่ายากลุ่มดั่งเดิมค่อนข้างมาก
     การรักษาโรคร่วม  :
ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีโรคอื่นร่วมด้วย มีความจำเป็นที่ต้องรักษาควบคู่กันไปอาทิเช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคหัวใจ เป็นต้น รวมทั้งรักษาภาวะหรือโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสับสนมากขึ้น อาทิ ท้องผูก ภาวะเลือด/โลหิตจาง ความเจ็บ/ปวดปัสสาวะบ่อยจากปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะโดยกรณีโรคร่วมเหล่านี้แพทย์จะให้การรักษาเหมือนกับผู้ป่วยทั่วไป
    การส่งเสริมสุขภาพ  :
ควรแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอกับความต้องการ (อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่) หลีกเลี่ยงภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่ผู้ป่วยชอบเพื่อคงความแข็งแรงทางกายภาพให้มากที่สุด และหลีก เลี่ยงการใช้ยาต่างๆมากเกินความจำเป็น
     การป้องกันความทุพลภาพ  :
การป้องกันความทุพลภาพเช่น การรับวัคซีนที่เหมาะสมเหมือนผู้สูงอายุทั่วไป ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม และแก้ไขภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยหกล้ม หากยังขับรถอยู่ต้องประเมินว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
      การดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย (Carer) ในแง่สังคม  :
ควรมีการพูดคุยถึงแนวทางการรักษาในอนาคต (Advance care directives) ในกรณีที่ผู้ ป่วยมีอาการ ทางกายภาพที่รุนแรง ควรให้ผู้ป่วยเป็นคนตัดสินใจในขณะที่ยังทำได้ หากไม่แน่ใจ ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์และนักจิตวิทยาเฉพาะทางที่จะช่วยประเมิน และควรให้มีตัวแทนตัดสิน ใจในการรักษาและจัดการเรื่องมรดกทรัพย์สินตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับผู้ดู แลผู้ป่วยโดยเปรียบเสมือนเป็นผู้ป่วยคนหนึ่ง ผู้ดูแลมักพบเกิดเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลได้บ่อย แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยผู้ดูแลในการวางแผนการรักษาและตัดสินใจ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาและการพยากรณ์โรค และอาจส่งผู้ดูแลไปเข้ากลุ่มที่ช่วย เหลือผู้ดูแลอาทิ ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเล่าปัญหา หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน บางแห่งมีสถานที่ชั่วคราวให้ผู้ป่วยไปพักชั่วคราวเพื่อให้ผู้ดูแลได้พักบ้าง คลายความเครียด นอกจากนี้ผู้ดูแลควรอธิบายให้สมาชิกอื่นในครอบครัวเข้าใจและให้ความช่วยเหลือด้วย

แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อม
- รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด
- ระวังการใช้สารที่อาจเกิดอันตรายต่อสมอง เช่น การดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
- ระวังปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น สูบบุหรี่ หรืออยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่
- การฝึกสมอง พยายามทำกิจกรรมที่ได้ใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือวาดรูป คิดเลข เล่นเกมตอบปัญหา การดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจเช่น ลองเปลี่ยนเส้นทางเดินทางที่เคยใช้ประจำลองใช้ประสาทสัมผัสอื่นที่ไม่ค่อยได้ใช้ เช่น ฝึกเขียนหนังสือหรือแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด ถือเป็นการออกกำลังสมองอย่างหนึ่ง
- ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ระมัดระวังอุบัติเหตุต่าง ๆ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ศีรษะ
- หลีกเลี่ยงความเครียด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเดินทางไปพักผ่อน การฝึกสมาธิ เป็นต้น



อ้างอิง      สมศักดิ์ เทียมเก่า.(2554).สมองเสื่อม (Dementia).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :  http://haamor.com/th/โรคสมองเสื่อม/  7 เมษายน 2559
กระปุกดอทคอม.(2553).โรคสมองเสื่อม (Dementia).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :  http://health.kapook.com/view9614.html  7 เมษายน 2559


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น