13.
โรคสมองเสื่อม (Dementia)
โรคสมองเสื่อมเป็นคำที่เรียกกลุ่มอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานของสมองที่เสื่อมลงหลายๆด้าน
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องเฉพาะความจำเท่านั้น แต่จริงแล้ว
ยังมีปัญหาในการใช้ความคิด การเรียนรู้สิ่งใหม่ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม
และบุคลิกภาพ จนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันทั้งในด้านการงาน การเข้าสังคม
และชีวิตส่วนตัว โดยขณะที่แพทย์ประเมินผู้ป่วยว่ามีสมองเสื่อมหรือไม่
ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการสับสนอย่าง ฉับพลันหรือมีระดับการรู้สึกตัวบกพร่อง
ที่มาของภาพ :
http://www.thaihealth.or.th/data/content/25612/cms/e_ciklrtuvwx48.jpg (7/4/59)
สาเหตุ
โรคสมองเสื่อมอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ
บางโรครักษาได้ บางโรครักษาไม่ได้
แต่ถ้าตรวจพบได้เร็วจะสามารถชะลออัตราการเสื่อมของสมองได้ สมองเสื่อมเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมอง (Degenerative dementia) เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาทที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน
ซึ่งมีหลายโรคตัวอย่างเช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โรคลิววี่บอร์ดี้ (Lewybody
disease) เป็นโรคที่มีอาการร่วมกันระหว่างอัลไซเมอร์กับพาร์กินสัน
เป็นต้น
สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดในสมอง (Vascular
dementia) พบได้บ่อยเป็นอันดับที่สอง
สามารถรักษาให้ดีขึ้นและป้องกันได้
อาการสมองเสื่อมจะเกิดขึ้นหลังจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง
ทำให้สมองส่วนนั้นเสื่อมหน้าที่
สาเหตุหลักของโรคนี้ คือ โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และการสูบบุหรี่
อาการของโรคสมองเสื่อม
อาการของโรคสมองเสื่อมมีความแตกต่างได้หลากหลาย
และโรคเดียวกันผู้ป่วยแต่ละคนก็อาจมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันเช่น
บางรายมีอาการหลงลืมเป็นอาการเด่น บางรายมีอาการด้านพฤติกรรม
หรือการใช้ภาษาเป็นอาการเด่น เป็นต้น โดยความผิดปกตินี้จะเกิด ขึ้นต่อเนื่องนานอย่างน้อย
6
เดือน
อาการโรคสมองเสื่อมที่ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยจะสังเกตได้คือ
- มีความบกพร่องในความจำ การรับรู้
หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ : เช่น ลืมคำพูดระหว่างการสนทนา
จึงถามซ้ำๆบ่อยๆหรือพูดวกวนในเรื่องเก่าๆ ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเช่น
กินข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่กิน ลืมของมีค่าบ่อยๆเช่น กระเป๋าสตางค์
นาฬิกาข้อมือ กุญแจบ้าน เป็นต้น หลงทางในที่ที่คุ้นเคยเช่น
ออกจากบ้านแล้วหาทางกลับบ้านไม่ถูก
หรือลืมว่าต้องนั่งรถประจำทางสายใดทั้งๆที่เดิมเคยนั่งอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
- มีความบกพร่องเกี่ยวกับการรับรู้สิ่งรอบตัว : เช่น จำวันที่ เดือน ปีไม่ได้ จำชื่อเพื่อน
สมาชิกในครอบครัว และบ้านเลขที่ตัวเองไม่ได้
- มีพฤติกรรมผิดปกติ : เช่น มีความบกพร่องในการตัดสินใจแก้ปัญหาเช่น
นั่งดูน้ำเดือดบนเตาเฉยๆหรือปล่อยให้น้ำล้นอ่างโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
มีการวางแผนงานหรือความ สามารถในการทำงานลดลง
ไม่กล้าตัดสินใจหรือตัดสินใจผิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ
มีสุขอนามัยเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น ไม่ยอมอาบน้ำ เสื้อผ้าสกปรก
หรือไม่โกนหนวดในผู้ชายซึ่งเปลี่ยน แปลงไปจากเดิม
หรือมีพฤติกรรมที่คนปกติทั่วไปไม่ปฏิบัติเช่น ชอบขโมยของในร้านค้า เป็นต้น
บางคนอาจมีอาการทางจิตเวชเช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว (ประสาทหลอน) มีความเชื่อหรือความคิดหลงผิด นอนไม่หลับ เดินไปเดินมาตอนกลางคืน หรือนอนมากเกินไปทั้งกลางวัน - กลางคืน
- มีอารมณ์ที่ผิดปกติ : เช่น อารมณ์เฉยเมย เฉื่อยชา ไม่อยากคุยกับใคร
แยกตัวจากสังคม หรือมีอารมณ์แปรปรวนโมโหง่าย พูดจาก้าวร้าว มีความอดทนต่ำ
รอนานไม่ได้ ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบมาก่อน ขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมใดๆเช่น
เดิมชอบทำสวนปลูกต้นไม้ก็เลิกทำโดยไม่มีสาเหตุที่เป็นเหตุเป็นผล
- การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด : มีความคิดที่ไม่ยืดหยุ่น
มีความบกพร่องในการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเช่น นึกคำไม่ออก
ใช้คำที่เสียงใกล้เคียงกันเช่น เรียกเสื้อเป็นแสง ใช้คำศัพท์แปลกๆแทนหรือใช้คำว่า ไอ้นั่น ไอ้นี่ พูดตะกุกตะกักไม่เป็นประโยคต่อ
เนื่อง พูดน้อยลงหรือไม่พูดเลย มีความคิดสร้างสรรค์ลดลง
มีความบกพร่องในการเริ่มต้นหัวข้อสนทนา เป็นต้น
- มีความบกพร่องในการประกอบกิจวัตรและในกิจกรรมประจำวัน : เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัว
หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมเช่น ใส่เสื้อชุดนอนไปซื้อของที่ตลาด กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้
หรือปล่อยให้ราดในที่สาธารณะ กินอาหารมูมมามเปลี่ยนไปจากเดิม
ไม่สามารถทำกิจวัตรที่เคยทำเป็นประจำได้เช่น เคยทำอาหารได้ก็ลืมขั้นตอนการทำ
รสชาติอาหารต่างไปจากเดิม เคยใช้โทรศัพท์มือถือได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้
ก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดจะมีลักษณะเป็นเหมือนเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ระยะดำเนินโรค
ระยะเวลาการดำเนินของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละคน
โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ (ระดับอ่อน) จนเสียชีวิต (ระดับรุนแรง)
โดยเฉลี่ยจะประมาณ 8-10 ปี
การวินิจฉัยโรค
เมื่อมีอาการน่าสงสัยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการทดสอบภาวะของความจำหากผลตรวจน่าสงสัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม
แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเช่น ตรวจร่างกายและเลือดทั่วไปเพื่อคัดแยกโรคต่าง
ๆที่เกิดขึ้นภายนอกสมองที่มีผลต่อความจำหรือทำให้สมองเสื่อมเมื่อแยกโรคทั่วไปออกแล้ว
แพทย์ก็จะทำการตรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในสมองซึ่งจะต้องแยกโรคติดเชื้อเนื่องอกโพรงน้ำไขสันหลังขยายตัวเส้นเลือดตีบออกไปจากภาวะสมองเสื่อมหรือฝ่อการถ่ายภาพสมองโดยเครื่อง
CT
MRI หรือ PET Scanก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง
รักษาโรคสมองเสื่อม
การรักษาโรคสมองเสื่อม ก่อนอื่นต้องมองหาสาเหตุที่สามารถรักษาได้ก่อนแม้จะเป็นส่วนน้อยเช่น เลือดคั่งในสมองสาเหตุจากยาหรือสารเสพติด การติดเชื้อ หรือขาดวิตามินบางชนิด
จากนั้นจึงเหลือกลุ่มโรคสมองเสื่อมเรื้อรัง โดยจุดมุ่งหมายในการรักษาดูแลผู้ป่วยคือ
ชะลอการลดลงของสติปัญญา ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด
โดยเพิ่มความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันและเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งต่อผู้ป่วยเองและต่อผู้ดูแล
แบ่งหลักการรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเป็น
5
ข้อใหญ่คือ การรักษาโรคสมองเสื่อม, การรักษาโรคร่วม,
การส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันความทุพลภาพ
และการดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยในแง่สังคม
การรักษาโรคสมองเสื่อม
:
การรักษาโรคสมองเสื่อมได้แก่
1. การรักษาปัญหาการลดลงของสติปัญญา :
ในปัจจุบันโรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด
ยาที่มีในปัจจุบันเป็นเพียงยาที่ชะลอการดำเนินโรคหรือรักษาตามอาการ
ยาที่ได้รับการยอมรับทั่วไปได้แก่
ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อ อะซีติลโคลีนเอสเทอเรส (Acetylcholineesterase, สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง) คือ ยาในกลุ่มAcetylcholineesterase
inhibitor; AChEI (เช่น โดนีพีซิล/Donepezil,
ไรวาสติกมีน/Rivastigmine, กาแลนตามีน/Galantamine)
และยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของตัวรับเอ็นเอ็มดีเอ (NMDA/N-methyl-D-aspartate
receptor antagonist) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเกิดโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะชนิดอัลไซเมอร์
ทั้งนี้
ประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ในแต่ละผู้ป่วยแตกต่างกัน หากพูดคร่าวๆคือ 1 ใน 3 ของคนที่ได้รับยาเหล่านี้อาการโดยรวมจะดีขึ้นได้
อีก 1 ใน 3 อาการเท่าๆเดิม และอีก
1 ใน 3 อาการแย่มากขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงของยาโดยเฉพาะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการฝันร้าย หัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้อหดเกร็ง
2 การรักษาปัญหาทางพฤติกรรมและจิตเวช : แบ่งเป็นการรักษาด้วย การไม่ใช้ยา และใช้ยา
2.1 การรักษาโดยไม่ใช้ยา : การรักษาส่วนนี้มีความสำคัญมากต้องพิจารณาก่อนเสมอ
ถ้าไม่ได้ผลจึงให้การรักษาส่วนนี้ควบคู่กับการให้ยา
ซึ่งการรักษาโดยไม่ใช้ยาประกอบไปด้วย
การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนที่อยู่ตามปกติ :
ควรจัดสิ่งแวดล้อมให้ง่ายต่อการทำกิจกรรมต่างๆ โดยพยายามเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด
การใช้ภาษา
: ควรให้ความเคารพนับถือผู้ป่วยเหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
อย่าดูแลเขาเหมือนเป็นเด็กเล็ก ผู้ดูแลต้องใจเย็น
พยายามใช้สายตาเป็นสื่อปลอบโยนผู้ป่วย ใช้ภาษาที่สุภาพสั้นและง่ายต่อการเข้าใจ
ให้เวลาผู้สูงอายุในการถามหรือตอบ
การจัดกิจกรรมประจำวัน : ควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ทำได้
เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย
ควรให้ความช่วยเหลือบางส่วนถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เอง
ให้เวลาผู้ป่วยในการทำกิจกรรม ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้
ให้อธิบายใหม่ใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายสั้นๆตรงไปตรงมา
การดูแลสุขอนามัย : ผู้ป่วยมักลืมหรือไม่สนใจสุขอนามัยส่วนบุคคลซึ่งอาจก่อให้ผู้ดูแลกังวล และต้องดูแลมากขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่อยากให้ใครมาช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเช่น
อาบน้ำ แต่งตัว ผู้ดูแลจึงอาจช่วยเหลือบางขั้นตอน
ควรส่งเสริมให้ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน
อาการนอนไม่หลับ: ญาติควรหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำตอนบ่ายๆ หลีกเลี่ยงการนอนหลับยาวตอนกลางวัน
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และยานอนหลับ อาจให้ดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนและให้เข้านอนเป็นเวลา
อาการซึมเศร้า : ผู้ป่วยอาจแสดงออกมาในรูปของอารมณ์เสียใจ
น้อยใจ กังวล คิดว่าตนเองไร้ค่า
อยากฆ่าตัวตายหรืออาจเฉยเมย แยกตัวออกจากสังคม ซึ่งอาจเป็นอาการจากโรคสมองเสื่อมเองหรือมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย
ซึ่งกรณีหลังสามารถรักษาได้ด้วยยารักษาโรคซึมเศร้า
การพูดจาซ้ำซาก:
ผู้ดูแลควรให้ความมั่นใจผู้ป่วยว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่ต้องกังวล พยายามเบี่ยงเบนไปทำกิจกรรมอื่น อาจมีเครื่องช่วยเตือนความจำเช่น กระดานหรือสมุดจดกิจกรรมที่ทำประจำวัน
พยายามตอบคำถามหรือเปลี่ยนการตอบคำถามเป็นเรื่องราวสนทนากันมากกว่าพูดซ้ำๆอยู่ที่เดิม
2.2 การรักษาโดยการใช้ยา : จะให้ยาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือให้การรักษาโดยการไม่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผลเข่น
ยาที่รักษาโรคจิตกลุ่มเก่า/กลุ่มดั่งเดิม (เช่น ยาฮาโลเพอริดอล/Halope
ridol) และยารักษาโรคจิตกลุ่มใหม่ (เช่น ยารีสเพอดิโดน/Risperidone ยาโองานซาพีน/Olanzapine)
ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาเหล่านี้คือ อาการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ (Extrapyramidal
symptoms) ผู้ป่วยอาจแสดงอาการออกมาได้หลายอย่างเช่น
การเคลื่อนไหวโดยไม่ตั้งใจ สั่นทั้งตัวและแข็งเกร็ง กระวนกระวาย กล้ามเนื้อหดเกร็ง
นอกจากนี้ยังพบการหายใจและหัวใจเต้นผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อใช้เป็นเวลานาน การหยุดยาที่ได้รับหรือลดขนาดยาจะทำให้อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วยกลับคืนปกติ
ประสิทธิภาพการรักษาอาการของยาทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวไม่แตกต่างกัน แต่ยากลุ่มใหม่พบผล ข้างเคียงต่อระบบประสาทที่ทำให้เคลื่อนไหวผิดปกติน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มใหม่มีราคาสูงกว่ายากลุ่มดั่งเดิมค่อนข้างมาก
การรักษาโรคร่วม :
ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีโรคอื่นร่วมด้วย
มีความจำเป็นที่ต้องรักษาควบคู่กันไปอาทิเช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคหัวใจ เป็นต้น รวมทั้งรักษาภาวะหรือโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสับสนมากขึ้น อาทิ ท้องผูก
ภาวะเลือด/โลหิตจาง ความเจ็บ/ปวดปัสสาวะบ่อยจากปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะโดยกรณีโรคร่วมเหล่านี้แพทย์จะให้การรักษาเหมือนกับผู้ป่วยทั่วไป
การส่งเสริมสุขภาพ :
ควรแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอกับความต้องการ
(อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่) หลีกเลี่ยงภาวะอ้วนหรือผอมเกินไป
ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
โดยเลือกกิจกรรมออกกำลังกายที่ผู้ป่วยชอบเพื่อคงความแข็งแรงทางกายภาพให้มากที่สุด
และหลีก เลี่ยงการใช้ยาต่างๆมากเกินความจำเป็น
การป้องกันความทุพลภาพ :
การป้องกันความทุพลภาพเช่น
การรับวัคซีนที่เหมาะสมเหมือนผู้สูงอายุทั่วไป ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม และแก้ไขภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยหกล้ม
หากยังขับรถอยู่ต้องประเมินว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
การดูแลผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย (Carer)
ในแง่สังคม :
ควรมีการพูดคุยถึงแนวทางการรักษาในอนาคต (Advance
care directives) ในกรณีที่ผู้ ป่วยมีอาการ ทางกายภาพที่รุนแรง
ควรให้ผู้ป่วยเป็นคนตัดสินใจในขณะที่ยังทำได้ หากไม่แน่ใจ
ก็เป็นหน้าที่ของแพทย์และนักจิตวิทยาเฉพาะทางที่จะช่วยประเมิน
และควรให้มีตัวแทนตัดสิน ใจในการรักษาและจัดการเรื่องมรดกทรัพย์สินตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับผู้ดู
แลผู้ป่วยโดยเปรียบเสมือนเป็นผู้ป่วยคนหนึ่ง ผู้ดูแลมักพบเกิดเป็นโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลได้บ่อย
แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยผู้ดูแลในการวางแผนการรักษาและตัดสินใจ
โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาและการพยากรณ์โรค และอาจส่งผู้ดูแลไปเข้ากลุ่มที่ช่วย
เหลือผู้ดูแลอาทิ ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเล่าปัญหา หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
บางแห่งมีสถานที่ชั่วคราวให้ผู้ป่วยไปพักชั่วคราวเพื่อให้ผู้ดูแลได้พักบ้าง คลายความเครียด
นอกจากนี้ผู้ดูแลควรอธิบายให้สมาชิกอื่นในครอบครัวเข้าใจและให้ความช่วยเหลือด้วย
แนวทางการป้องกันภาวะสมองเสื่อม
- รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด
- ระวังการใช้สารที่อาจเกิดอันตรายต่อสมอง
เช่น การดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
- ระวังปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
เช่น สูบบุหรี่ หรืออยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่
- การฝึกสมอง
พยายามทำกิจกรรมที่ได้ใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือวาดรูป คิดเลข
เล่นเกมตอบปัญหา การดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจเช่น
ลองเปลี่ยนเส้นทางเดินทางที่เคยใช้ประจำลองใช้ประสาทสัมผัสอื่นที่ไม่ค่อยได้ใช้
เช่น ฝึกเขียนหนังสือหรือแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
ถือเป็นการออกกำลังสมองอย่างหนึ่ง
- ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ระมัดระวังอุบัติเหตุต่าง ๆ
โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ศีรษะ
- หลีกเลี่ยงความเครียด
ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเดินทางไปพักผ่อน การฝึกสมาธิ เป็นต้น
อ้างอิง : สมศักดิ์ เทียมเก่า.(2554).สมองเสื่อม (Dementia).(ออนไลน์).แหล่งที่มา :
http://haamor.com/th/โรคสมองเสื่อม/ 7 เมษายน 2559
: กระปุกดอทคอม.(2553).โรคสมองเสื่อม (Dementia).(ออนไลน์).แหล่งที่มา :
http://health.kapook.com/view9614.html 7 เมษายน 2559

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น