2. ความบกพร่องทางสติปัญญา (Mental Retardation : MR)
"ความบกพร่องทางสติปัญญา"
เป็นคำที่นำมาใช้แทนคำว่า "ปัญญาอ่อน" เนื่องจากคำเดิมถูกนำไปใช้ในทางลบค่อนข้างมาก
คำนี้ตรงกับศัพท์ทางการแพทย์ที่เรียกย่อว่า “เอ็มอาร์”
(MR - Mental Retardation) ซึ่งในปัจจุบันเริ่มนิยมใช้กันอีกคำ คือ
"ไอดี" (Intellectual Disabilities) ซึ่งทั้งสองคำนี้
มีคำจำกัดความเหมือนกัน คือนำมาใช้แทนกันได้เลย
ที่มาของภาพ
:
http://www.healthcarethai.com/wp-content/uploads/health144.jpg (4 /4 /59)
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
มักมีปัญหาเกือบทุกด้านในชีวิตประจำวัน และปัญหาการเรียน
เนื่องจากเด็กมีข้อจำกัดหรือเพดานในการเรียนรู้
ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้เท่ากับเพื่อนในวัยเดียวกัน
เป็นภาวะที่สมองหยุดพัฒนาหรือพัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์
ทำให้เกิดความบกพร่องของทักษะด้านต่างๆ ในระยะพัฒนาการ
และส่งผลกระทบต่อระดับเชาวน์ปัญญาทุกๆ ด้าน
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
1) ความสามารถทางสติปัญญาต่ำว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ
คือ มีระดับเชาว์ปัญญา หรือไอคิวต่ำกว่า 70
2) มีความบกพร่อง
หรือไม่สามารถปรับตัวในชีวิตประจำวัน (เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกัน
ในวัฒนธรรมเดียวกัน) อย่างน้อย 2 ทักษะต่อไปนี้ คือ
2.1.
การสื่อความหมาย (Communication)
2.2.
การดูแลตนเอง (Self-care)
2.3.
การดำรงชีวิตในบ้าน (Home Living)
2.4.
ทักษะทางสังคม (Social / Interpersonal Skills)
2.5.
ทักษะในการเรียน (Functional Academic Skills)
2.6.
การรู้จักใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน (Use of Community
Resources)
2.7.
การควบคุมตนเอง (Self-direction)
2.8.
การทำงาน (Work)
2.9.
การใช้เวลาว่าง (Leisure)
2.10.
การดูแลสุขภาพ และความปลอดภัย (Health and Safety)
3) เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18
ปี
สาเหตุ
ส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุหาสาเหตุที่ชัดเจนได้
(ร้อยละ 30-50)
มักเกิดจากหลายสาเหตุเป็นปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ
และปัจจัยทางจิตสังคม
ปัจจัยทางชีวภาพ
เป็นสาเหตุได้ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด
มักพบมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย สาเหตุได้แก่
- โรคทางพันธุกรรม
- การติดเชื้อ
- การได้รับสารพิษ
- การขาดออกซิเจน
- การขาดสารอาหาร
- การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ
ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น
ขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ถูกทอดทิ้ง ครอบครัวแตกแยก ฐานะยากจน
อยู่ในภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ขาดความกระตือรือร้น
ขาดแรงจูงใจที่ดี
ลักษณะอาการ
และระดับความรุนแรง
ความบกพร่องทางสติปัญญามีระดับความรุนแรงแบ่งออกเป็น
4
ระดับ ตามระดับเชาว์ปัญญา และระดับความสามารถที่วัดได้
ระดับน้อย (Mild
Mental Retardation)
มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 50-70
อาจไม่แสดงอาการล่าช้าจนกระทั่งวัยเข้าเรียน
(แต่ถ้าสังเกตอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าเด็กเหล่านี้มีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์อย่างเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่วัยอนุบาล)
ไม่มีอาการแสดงทางร่างกาย ทางบุคลิกภาพ หรือทางพฤติกรรมใดโดยเฉพาะ
ที่บ่งบอกถึงความบกพร่องทางสติปัญญา
ยกเว้นกลุ่มอาการที่มีลักษณะพิเศษทางรูปร่างหน้าตา
ปรากฏให้เห็น ก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือในวัยทารก อาทิ
กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) แต่ความผิดปกติเหล่านี้
ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
เด็กในกลุ่มนี้สามารถพัฒนาทักษะด้านสังคม
และการสื่อความหมายได้เหมือนเด็กทั่วไป แต่มักมีความบกพร่องด้านประสาทสัมผัส
และการเคลื่อนไหว สามารถเรียนรู้ได้ (educable) ทักษะทางวิชาการมักเป็นปัญหาสำคัญที่พบในวัยเรียน
แต่ก็สามารถเรียนจนจบชั้นประถมปลายได้
สามารถฝึกทักษะด้านสังคมและอาชีพ
พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เป็นแรงงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ หรือกึ่งใช้ฝีมือ
แต่อาจต้องการคำแนะนำ และการช่วยเหลือบ้างเมื่อประสบความเครียด
ระดับปานกลาง (Moderate
Mental Retardation)
มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 35-50
ในช่วงขวบปีแรก มักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวปกติ
แต่พัฒนาการด้านภาษาและด้านการพูดจะล่าช้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในช่วงวัยเตาะแตะ
การศึกษาหลังจากระดับชั้นประถมต้น มักไม่ค่อยพัฒนา
สามารถฝึกอบรมได้ (trainable)
ในทักษะการช่วยเหลือ ดูแลตนเอง
เรียนรู้ที่จะเดินทางได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่คุ้นเคย และฝึกอาชีพได้บ้าง
สามารถทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ แต่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
ระดับรุนแรง (Severe
Mental Retardation)
มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 20-35
มักจะพบทักษะทางการเคลื่อนไหวล่าช้าอย่างชัดเจน
ด้านภาษาพัฒนาเล็กน้อย ทักษะการสื่อความหมายมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มี
พอจะฝึกฝนทักษะการดูแล
ตนเองเบื้องต้นได้บ้างแต่น้อย
ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมภายใต้การควบคุมดูแลอย่างเต็มที่
การทำงานต้องการโปรแกรมในชุมชน หรือการให้ความช่วยเหลือที่พิเศษเป็นการเฉพาะ
ระดับรุนแรงมาก (Profound
Mental Retardation)
มีระดับไอคิวต่ำกว่า 20 มีพัฒนาการล่าช้าอย่างชัดเจนในทุกๆด้าน มักมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว
และฝึกการช่วยเหลือตนเองได้บ้าง มีขีดจำกัดในการเข้าใจและการใช้ภาษาอย่างมาก
ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ระยะดำเนินโรค
ในรายที่มีความผิดปกติทางชีววิทยาเป็นสาเหตุ
การดำเนินของโรคมักจะเรื้อรัง และไม่มีระยะเวลาที่หายเป็นปกติ
ทั้งอาการอาจจะรุนแรงขึ้นถ้าไม่ได้รับการรักษา
แต่ในพวกที่ไม่ทราบสาเหตุซึ่งอาการมักไม่รุนแรง
ผู้ป่วยอาจมีเชาวน์ปัญญาสูงขึ้นจากการกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อม
หรือสามารถปรับตัวในสังคมได้ดีกว่าเดิมและประกอบอาชีพบางอย่างได้
ถ้าได้รับการฝึกอบรม
การวินิจฉัย
อาศัยวิธีการเหมือนโรคทางกายและโรคทางจิตใจอื่นๆ
ได้แก่
1. การซักประวัติ
ต้องซักประวัติของมารดาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ผู้ป่วย การแต่งงานระหว่างเครือญาติ
ประวัติปัญญาอ่อนในครอบครัว
รวมทั้งประวัติการเจริญเติบโตและการพัฒนาทางการเคลื่อนไหว การปรับตัว
และการพูดของผู้ป่วยในวัยเด็กว่าช้าหรือเร็วเพียงใด
2. การตรวจร่างกาย
ดูลักษณะรูปร่าง หน้าตา ว่ามีความพิการหรือไม่ เช่น กระดูกคิ้วโปนชัด จมูกแบน
หูต่ำ ลิ้นจุกปาก นิ้วสั้น และแขนขาไม่ได้สัดส่วนกับร่างกาย ฯลฯ
3. การตรวจระบบประสาท
สังเกตการเคลื่อนไหวว่างุ่มง่ามเชื่องช้า หรือเร็วและมากผิดปกติหรือไม่ coordination,
muscle tone และ reflex ผิดปกติหรือเปล่า
ประสาทรับความรู้สึกผิดปกติไหม เช่น หูหนวก สายตาไม่ดี ฯลฯ
4. การตรวจทางห้องทดลอง
ได้แก่ การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เพื่อหาความผิดปกติของเมตาบอลิสม์
ตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ในโรค Down’s syndrome ถ่ายภาพรังสีของกระโหลกศีรษะในรายที่เป็น Craniosynostosis,
Hydrocephalus หรือโรคที่ทำให้ calcification ผิดปกติ
รวมทั้งตรวจคลื่นสมองในรายที่มีอาการชักหรือมีอาการของระบบประสาท
5. การตรวจพิเศษ
ตรวจการพัฒนาด้านการพูด และความสามารถในการได้ยิน
6. การตรวจสภาพจิต
สังเกตวิธีสร้างความสัมพันธ์ของผู้ป่วยกับผู้ตรวจ และกับบิดา มารดา
ปฏิกิริยาต่อคนแปลกหน้าและวัตถุต่างๆ
ดูระดับกิจกรรมที่ผู้ป่วยกระทำว่าเหมาะสมกับวัยหรือไม่
สังเกตความสามารถที่จะควบคุมการเคลื่อนไหว
สมาธิ ความผิดปกติในการรับรู้ความรู้สึก (perception) การใช้คำพูด
การเข้าใจสภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริง กลไกป้องกันของจิตใจ และการควบคุมอารมณ์
รวมทั้งภาพพจน์ของตัวเอง และการพัฒนาความมั่นใจในตนเอง
7. การทดสอบทางจิตวิทยา
ได้แก่ IQ
test, Bender-Gestalt test ฯลฯ
หลักเกณฑ์การวินิจฉัย อาศัย
1. มีลักษณะทางคลีนิคที่เข้ากับปัญญาอ่อน
หรือตรวจหาระดับ 1Q พบว่ามีระดับต่ำกว่า 70 ลงไป
2. มีปัญหาในพฤติกรรม การปรับตัว (adaptive
behavior) ได้แก่ การพึ่งตนเอง
และการรับผิดชอบต่อสังคมตามสมควรแก่วัยหรือตามที่สังคมคาดหวังไว้
3. เริ่มแสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี (ข้อนี้เป็นหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันครั้งที่
3 หรือ DSM-III เท่านั้น)
แนวทางการดูแลรักษา
1) การส่งเสริมศักยภาพครอบครัว
ครอบครัวเข้มแข็ง คือพลังแห่งความสำเร็จ
ครอบครัวควรมีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีในการดูแล
เห็นความสำคัญของการฝึกฝนทักษะต่างๆอย่างต่อเนื่อง
ให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัว
เพื่อ ลดความเครียดของครอบครัว ให้ข้อมูลและทางเลือกต่างๆ ในการตัดสินใจ และให้กำลังใจ
2) การส่งเสริมพัฒนาการ
(Early Intervention)
ควรจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้
ส่งเสริมพัฒนาการทุกๆด้าน ทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
เพื่อนำไปสู่พัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยในทุกๆด้าน เด็กที่ได้รับการฝึกแต่เยาว์วัย
จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อโตแล้ว
3) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์
มักมีความต้องการแตกต่างกันตามสภาพปัญหา
และความจำเป็นของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยมีแนวทางช่วยเหลือเฉพาะทาง
ในพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ดังนี้
* กายภาพบำบัด (Physical Therapy) เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การเคลื่อนไหว แก้ไขการเดิน
และลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
* กิจกรรมบำบัด (Occupational
Therapy) เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก การหยิบจับ สมาธิ
และการรับรู้สัมผัส
* แก้ไขการพูด (Speech Therapy) เน้นพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร
* ฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity
of Daily Living Training) เน้นพัฒนาการด้านสังคม
และการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
4) การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา
ส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมให้มากที่สุด
โดยทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP - Individualized
Educational Program) การจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
จำเป็นต้องออกแบบการสอนให้เหมาะสมกับจุดเด่น จุดด้อย และความสนใจของเด็กแต่ละคน
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ง่ายไม่สับสน
มุ่งหมายที่จะให้เด็กสามารถนำทักษะที่ได้จากชั้นเรียนไปใช้ในชีวิตจริงๆ
นอกห้องเรียน ข้อสำคัญคือควรให้เด็กมีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเด็กปกติ
5) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
คือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในสังคม
และชุมชนได้ปกติตามศักยภาพ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างเท่าเทียม
เพื่อลดความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม สามารถดำรงชีวิตตามปกติในสังคมได้
มีความนับถือตนเองสูงขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะด้านอื่นต่อไป
6) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ
การเตรียมพร้อมด้านอาชีพ ได้แก่
การฝึกทักษะพื้นฐานทางอาชีพเฉพาะด้าน และฝึกลักษณะนิสัยในการทำงานที่เหมาะสม เช่น
การตรงต่อเวลา รู้จักรับคำสั่ง สามารถปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานอย่างเหมาะสม
และเข้าใจมารยาททางสังคม
7) การใช้ยา
การใช้ยา
ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ความบกพร่องทางสติปัญญาหายไป หรือช่วยให้สมองดีขึ้น
แต่ใช้เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหา หรืออาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ลมชัก
พฤติกรรมรุนแรง ปัญหาด้านอารมณ์ ปัญหาด้านสมาธิ เป็นต้น
อ้างอิง : ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา.(2558).ความบกพร่องทางสติปัญญา Mental Retardation / Intellectual Disabilities.(ออนไลน์).แหลงที่มา : http://www.happyhomeclinic.com/sp05-mr.htm 4 เมษายน 2559
: การวินิจฉัยปัญญาอ่อน.(ออนไลน์).แหลงที่มา : http://www.healthcarethai.com/การวินิจฉัยปัญญาอ่อน/ 4 เมษายน 2559

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น