14.
โรคแพนิกหรือโรคตื่นตระหนก (Panic disorder)
โรคแพนิกหรือโรคตื่นตระหนก (Panic
disorder)
เป็นภาวะวิตกกังวลหรือมีความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นฉับพลันทันทีโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน
อาการแต่ละครั้งจะเป็นอยู่ไม่นาน มีอาการกำเริบซ้ำได้บ่อย มักเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่ออายุ
17-30 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ที่มาของภาพ : http://wm.thaibuffer.com/o/image/health/01_101.jpg
(7/4/59)
สาเหตุ
ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม
ซึ่งผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้มีโอกาสเป็นได้มากกว่าคนอื่นๆ โดยทั่วไป
และอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านชีวภาพและจิตใจด้วย
ปัจจัยด้านจิตใจ การวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนั้นอาจเกิดจากการเลียนแบบมาจากพ่อแม่ที่มีอาการนี้
หรือผู้ป่วยอาจเคยมีอาการแพนิกในขณะมีสิ่งกระตุ้น
ทำให้เกิดอาการกำเริบขึ้นซ้ำอีกเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นนั้นๆ
ปัจจัยด้านชีวภาพ พบว่ามีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อสารส่งผ่านประสาร
ได้แก่ นอร์เอพิเนฟรีน ซีโรโทนิน กรดแกมมาอะมิโนบูไทริก
หรือระบบประสาทอัตโนมัติส่วนซิมพาเทติกของผู้ป่วยมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ
หรือเกิดจากสารเหนี่ยวนำ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้น 5-35% โซเดียมแล็กเทต ไบคาร์บอเนต โยฮิมบิน เฟนฟลูรามีน กาเฟอีน เป็นต้น
อาการ
อาการวิตกกังวลหรือรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นและไม่ได้คาดคิดมาก่อน
และมีอาการกำเริบซ้ำบ่อย มักจะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วและแรง เหงื่อออก
มือสั่น ตัวสั่น หายใจขัด หายใจไม่อิ่ม รู้สึกอึดอัดหรือแน่นหน้าอก
เจ็บหน้าอกหรือไม่สบายบริเวณหน้าอก ปั่นป่วนในท้อง คลื่นไส้ เวียนศีรษะ มึนงง
โคลงเคลง โหวงเหวง ปวดศีรษะ เป็นลม รู้สึกว่าตนเองและสิ่งรอบตัวแปลกไป
กลัวจะเป็นบ้าหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวตาย รู้สึกมึนชาหรือปวดเสียวตามตัว
รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวหรือหนาวสั่น
อาการที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับโรคทางกายหรือการใช้ยาหรือสารใดๆ
หรือไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดๆ
อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มักจะมีอาการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ความแรงจะเพิ่มสูงสุดภายใน 10 นาที
ในแต่ละครั้งจะมีอาการอยู่ประมาณ 20-30 นาที หรือไม่เกิน 1
ชั่วโมง
ในบางรายอาจกลัวสถานที่ที่เคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้กลัวมาแล้วและกลัวว่าจะไม่มีใครช่วยหรือหนีออกมาไม่ได้ร่วมด้วย
ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวมักทำให้พฤติกรรมผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น
ไม่กล้าออกจากบ้าน ทำให้การดำเนินชีวิตมีผลกระทบ
สิ่งตรวจพบ
อาจตรวจพบชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง
หายใจเล็กน้อย มือสั่น หรือมีอาการระบายลมหายใจเกินในขณะที่มีอาการกำเริบ
แต่มักจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจนถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่ออาการทุเลาไปแล้ว
ภาวะแทรกซ้อน
อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย เช่น
แยกตัวเอง ไม่กล้าออกจากบ้าน ในเด็กอาจมีพัฒนาการช้า มีผลต่อการเรียน
หรือการเข้าสังคมในรายที่มีอาการกำเริบบ่อย ภาวะเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ป่วย เช่น
โรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย การติดยา สารเสพติด หรือแอลกอฮอล์
หรืออาจมีโรคย้ำคิดย้ำทำร่วมด้วยในบางราย
ระยะดำเนินโรค
พวก Panic disorder อาจเป็นอยู่เพียงระยะเดียวกันเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
แต่อาจเกิดอาการหลายครั้ง หรือกลายเป็นชนิดเรื้อรัง (dsm-iii)
การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยจากลักษณะอาการแสดงเป็นหลัก
(ดูเกณฑ์การวินิจฉัยโรคแพนิก) ในรายที่ไม่แน่ใจ อาจต้องส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น
ตรวจเลือด เอกซเรย์ ปอด ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น เพื่อแยกโรคทางกายออกจากโรคแพนิก
การรักษา
1. หากผู้ป่วยไม่มีโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ
คอพอกเป็นพิษ และได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคนี้ ควรให้การรักษาดังนี้
- ให้ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่ม selective serotonin reuptake
inhibitor(SSRI) ได้แก่ ฟลูออกซีทีน ให้ขนาด 10 มก./วันในระยะแรก และค่อยๆ เพิ่มจนถึงขนาด 20-40 มก./วัน
ให้วันละครั้งหลังอาหารเช้าทุกสัปดาห์
-ให้ยากล่อมประสาท ได้แก่ อัลพราโซแลม ขนาด 2-4 มก./วัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
-ให้ยากล่อมประสาท ได้แก่ อัลพราโซแลม ขนาด 2-4 มก./วัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง
ยา 2 ชนิดนี้ควรให้ร่วมกันตั้งแต่เริ่มแรก ควรให้ติดต่อกันนาน 4-6 สัปดาห์ถ้าอาการดีขึ้น แล้วค่อยๆ
ลดยากล่อมประสาทลงจนเหลือแค่ยาแก้ซึมเศร้าอย่างเดียว
เพราะยากล่อมประสาทอาจทำให้เสพติดได้ ยังคงให้ยาแก้ซึมเศร้าต่อไปอีกอย่างน้อย 12
เดือน แม้จะควบคุมอาการได้ดีแล้ว แล้วค่อยๆ ลดลงจนหยุดให้ได้ในเวลา 2-6
เดือน
2. หากสงสัยว่าจะมีสาเหตุจากโรคทางกาย
หรือผู้ป่วยรู้สึกกังวลหรือกลัวมากแม้จะให้ยาไปแล้ว 2-4 สัปดาห์แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น
ควรรีบส่งผู้ป่วยเพื่อปรึกษาจิตแพทย์ หากเกิดจากโรคทางกายอาจต้องตรวจพิเศษเพิ่มเติมด้วยการตรวจเลือด
เอกซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ เป็นต้น หากเกิดจากโรคแพนิกก็ให้ยาแก้ซึมเศร้า
ยากล่อมประสาท เนื่องจากยา 2 กลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิดแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาทั้ง
2 ชนิดนี้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย หรืออาจรักษาด้วยการฝึกการผ่อนคลาย
การใช้เทคนิคจิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัดร่วมด้วย
หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและจริงจังผลการรักษามักจะออกมาดี
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกำเริบได้เมื่อหยุดยา
อ้างอิง : โรคแพนิก (Panic
disorder).(ออนไลน์).แหล่งที่มา :
http://www.healthcarethai.com/โรคแพนิก-panic-disorder/ 7 เมษายน 2559

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น