4. โรคจิตสรีระแปรปรวน (Psychophysiologic disorder)
โรคจิตสรีระแปรปรวน (Psychophysiologic
disorder) หรือไซโคโซมาติค ( Psychosomatic Disorders ) เป็นโรคจิตทางจิตใจที่มีผลให้เกิดการทำงานของอวัยวะบางอย่างแปรปรวนไป
มีลักษณะเฉพาะดังนี้
มีลักษณะเฉพาะดังนี้
1. มีสาเหตุจากความตึงเครียดทางอารมณ์
และอาการจะกำเริบมากขึ้นถ้ามีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น
2. มีอาการทางกาย
โดยเกิดขึ้นกับอวัยวะหรือระบบเดียว
3. อวัยวะที่เกี่ยวข้องเป็นอวัยวะที่ควบคุม
โดยระบบประสาทอัตโนมัติ
4. มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นอย่างชัดเจนกับอวัยวะของร่างกาย
5. ความวิตกกังวลไม่ลดลงแม้จะเกิดอาการ
และอาการจะเพิ่มขึ้นถ้ามีความวิตกกังวลมากขึ้น
ลักษณะอาการ
อาการของความเครียดจะเกิดขึ้นในอวัยวะที่ถูกกำกับควบคุมโดยประสาทอัตโนมัติ
ทำให้ประสาทอัตโนมัติเหล่านั้นทำงานมากขึ้นจนเกิดอาการต่างๆ เช่น
1.ในระบบทางเดินอาหาร
กระเพาะอาหาร เกิดการหลั่งกรดมากผิดปกติ ทำให้กระอาหารเป็นแผล ปวดท้อง แน่นท้อง
ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ลำไส้ เกิดการหดตัวมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการท้องเสีย
ถ่ายบ่อย
2.ในระบบหัวใจและหลอดเลือด
ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบลง มีไขมันมาเกาะ
ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง
3.ระบบกล้ามเนื้อ
มีการหดตัว เกร็งแข็ง เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อต่างๆทั่วตัว
4.ประสาทอัตโนมัติเป็นระบบที่ทำงานโดยไม่สามารถบังคับหรือสั่งการได้
หล่อเลี้ยงอวัยวะภายในทั้งหมด ได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ ลำไส้ หลอดเลือด
5.ประสาทอัตโนมัติมีความเกี่ยวข้องกับสมอง
และไขสันหลังเป็นอย่างยิ่ง ความเครียดจะกระตุ้นอารมณ์ในสมอง
ซึ่งจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติให้ทำงานผ่านแนวเชื่อมโยงกับไขสันหลัง
การทำงานนั้นอยู่นอกการควบคุมของจิตใจ
ระยะดำเนินโรค
โรคนี้มักเป็นในวัยรุ่น
และเป็นต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ อาการเกิดสัมพันธ์กับความเครียดในการดำเนินชีวิต
คนที่มีปัญหาบุคลิกภาพจะเกิดอาการได้มากกว่าคนทั่วไป ทำให้มีปัญหาในการทำงาน
เกิดความเจ็บป่วยทางร่างกายมากๆจนไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เมื่อชีวิตไม่มีปัญหา
อาการจะสงบลง การวินิจฉัย โรคนี้สามมารถวินิจฉัยได้ด้วยตนเองโดยการประเมินตนเองจากมีความเครียด
การรักษา
การรักษาใช้หลายๆวิธีร่วมกัน ได้แก่
1.การรักษาโรคทางกายให้สงบ
ตามอาการที่เกิด เช่น ใช้ยาลดกรดในกระเพาะรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ยาลดความดันโลหิตรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ฯลฯ การรักษานี้เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่ก็จำเป็นต้องทำก่อน เพื่อลดอาการต่างๆ
ให้ผู้ป่วยสบายขึ้น
มิฉะนั้นอาการต่างๆเหล่านั้นจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดต่อเนื่อง
เป็นวงจรไม่รู้จบ
2. การรักษาทางจิตใจ
• การผ่อนคลายความเครียด และทำใจให้สงบ
• การแก้ไขปัญหาชีวิตให้สำเร็จ
• มีการปรับตัวกับบุคคลอื่นได้ดี
• การออกกำลังกายให้แข็งแรง
จิตใจเผชิญความเครียดได้ดี
• มีการผ่อนคลาย งานอดิเรก
พักผ่อนหย่อนใจ
3. การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม
• สถานที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย
ไม่เครียด
• การทำงานพอเหมาะ ไม่หนักมากเกินไป
มีเวลาพักผ่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น