3. โรคประสาท (Neurosis)
โรคประสาท (Neurosis) เป็นโรคทางจิตประเภทหนึ่ง
ที่เกิดจากความผิดปกติทางจิตที่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรม
และอารมณ์ให้เหมือนคนทั่วไปได้ ด้วยสาเหตุจากความวิตกกังวล ความไม่สบายใจ
จิตใจแปรปรวน อ่อนไหวง่าย มีความขัดแย้งในจิตใจ มีความรู้สึกไม่สบายใจ วิตกกังวล
ซึ่งจะมีอาการแสดงออกตามมา โดยผู้ป่วยมักแสดงออกทั้งทางร่างกาย
และจิตใจที่เห็นได้ชัด แต่ไม่รุนแรงเท่าโรคจิต
ผู้ป่วยสามารถมีจิตนึกคิดตามเหตุการณ์ที่เป็นจริง รู้ตัวเองอยู่เสมอ ไม่มีอาการประสาทหลอนหรือเห็นภาพลวงตา
หูแว่ว และสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป
โรคนี้สามารถเกิดได้ในทุกวัยเริ่มตั่งแต่วัยเด็กจนถึงคนสูงอายุเลยทีเดียว
ที่มาของภาพ :
http://xn--82c7a9axan3bxa.com/image/data/bl99-014.jpg (4/4/59)
ที่มาของภาพ : http://thaihealthlife.com/wp-content/uploads/2014/03/โรคประสาท.jpg (4/4/59)
โรคประสาทแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะอาการ
1. ชนิดวิตกกังวล (Anxiety
Neurosis) มีอาการวิตกกังวลเป็นสำคัญ
ไม่สบายใจ หวาดหวั่นไม่สมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
ใจสั่น อาจตัวร้อน ชาเป็นแถบ ๆ หายใจไม่อิ่ม เบื่ออาหาร มีเหงื่อออกตามมือและเท้า
ก่อนหลับมีอาการสะดุ้งคล้ายตกเหว
2. ชนิดฮิสทีเรีย (Hysterical
Neurosis หรือ Conversion Hysteria)
เกิดจากความขัดแย้งทางจิตใจหรือความวิตกกังวลได้เปลี่ยนเป็นอาการทางกายที่เกี่ยวกับระบบความรู้สึกหรือส่วนของร่างกายที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ
ตรวจไม่พบอาการผิดปกติ ลักษณะสำคัญ คือ มีบุคลิกภาพฮิสทีเรียมาก่อน เจ้าอารมณ์
หลงตัวเอง มีปัญหาทางเพศมาเกี่ยวข้อง ไม่สนใจอาการที่เกิดขึ้น
มีความโน้มเอียงที่จะเรียกร้องความสามารถจากคนอื่นหรือมีผลตอบแทนที่เกิดจากการที่เกิดขึ้นและมีลักษณะชักจูงง่าย
3. ชนิดหวาดกลัว (Phobic Neurosis) มีความกลัวอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ อาการหวาดกลัวแสดงออกในรูปการเป็นลม
อ่อนเพลีย ใจสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ และอาการหายไปเมื่อพ้นสภาพการณ์
สิ่งที่กลัวมักได้แก่ กลัวการอยู่ตามลำพัง กลัวสถานการณ์บางอย่าง กลัววัตถุ
กลัวกิจกรรม
4. ชนิดย้ำคิดย้ำทำ (Obscessive
Compulsive Neurosis) เกิดจากสภาวะที่ความวิตกกังวล
ถูกแก้ไขด้วยการคิดหรือการกระทำบางอย่างซ้ำ ๆ กัน โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้
5.ชนิดซึมเศร้า (Depressive
Neurosis) เป็นความแปรปรวนซึ่งมักเกิดจากความขัดแย้งภายในใจ
หรือเหตุการณ์เกี่ยวกับการสูญเสีย ทำให้มีความรู้สึกเศร้า ขาดความสนใจ ความคิดช้า
เคลื่อนไหวช้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ท้องผูก ฯลฯ
6. ชนิดท้อแท้ (Neurasthenia
Neurosis หรือ Aesthenic
หรือ Nervous Break drown) อาการมีหลายแบบส่วนมากเป็นแบบท้อแท้ใจ
หมดแรง ไม่แจ่มใส นอนไม่หลับ
7. ชนิดบุคลิกภาพแตกแยก
จะรู้สึกว่าส่วนของร่างกาย บุคลิกภาพตนเองเปลี่ยนแปลง รู้สึกสับสน
ไม่รู้ตัวเองเป็นใคร ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ฯลฯ
8. ชนิดฮัยโปคอนดิเคิล
มีความวุ่นวายเกี่ยวกับร่างกายและย้ำคิดเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองโดยที่ร่างกายอยู่ในสภาพปกติเหมือนคนทั่วไป
สาเหตุการเกิดโรค
1. สาเหตุทางพันธุกรรม
และโครงสร้างของร่างกาย ที่ทำให้เกิดความบกพร่องของร่างกาย เช่น การสูญเสียอวัยวะ
การพิการแต่กำเนิด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นมูลเหตุทำให้เกิดความท้อแท้
และเป็นปมด้อยในชีวิตได้
2. สาเหตุทางสังคม และการใช้ชีวิต
ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็วทำให้การปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ทัน
การถูกตอกย้ำทางสังคมในจุดด้อยที่ตนเองมี รวมไปถึงปัญหาชีวิตในด้านต่างๆ เช่น
ความยากจน การหย่าร้าง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียด
ความวิตกกังวล และภาวะทางประสาทตามมา
3. สาเหตุทางชีวะเคมี
ที่เกิดจากภาวะร่างกายเจ็บป่วยหรือผิดปกติจากสาเหตุต่างๆ
ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีต่างๆผิดปกติ มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท สมอง
ส่งผลต่อการแสดงออกของพฤติกรรมของโรคทางประสาท
4. สาเหตุจากสารเสพติด
ที่ผู้ป่วยมีการใช้สารเสพติดหรือสารที่มีผลต่อระบบประสาทมากเกินขนาดหรือสะสมเป็นเวลานาน
ทำให้เกิดอาการทางประสาทตามมา
5. สาเหตุทางอายุ
ในวัยเด็กเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความกลัวอย่างรุนแรง
เด็กมักจดจำได้นาน และเก็บฝังภายในจิตใจ รวมไปถึงจุดพร่องที่ตนเองมีในวัยเด็ก
เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านั้นก็มักจะเกิดความกลัวได้ง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับการเผชิญเมื่อเป็นวัยผู้ใหญ่
จะก่อให้เกิดความแปรปรวนของนิสัย เช่น การกัดเล็บ การดูดนิ้วมือ
การปัสสาวะรดที่นอน บางรายอาจมีการกระตุกเกร็ง และบางคนมีความรู้สึกหวาดกลัว
ส่วนวัยผู้สูงอายุ
มักเกิดอาการทางประสาทได้ง่ายในภาวะที่จิตใจอ่อนแอหรือรู้สึกทอดทิ้ง
อาการของโรคประสาท
อาการของโรคประสาทมีลักษณะเด่นในเรื่องของการวิตกกังวลเป็นพิเศษ
และมีอาการอื่นร่วมด้วย ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการเหล่านี้ คือ
1. มีอารมณ์เครียด
วิตกกังวลหรือกลัวเกินกว่าปกติ
2. ชีพจรเต้นแรง เร็ว ใจสั่น
มีอาการแน่นหน้าอก อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และปัสสาวะบ่อย
3. มีอาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อ มือสั่น
กล้ามเนื้อกระตุก
4. มักมีความคิดซ้ำซาก ย้ำคิดย้ำทำ วนไปวนมา
ในสิ่งที่ตนเองกังวล และมักคิดในแง่ร้าย ร่วมด้วยอาการกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
5. มีอาการเหม่อลอย ซึมเศร้า
6. มีอาการตกใจง่ายเมื่อมีเสียงดังหรือมีเหตุการณ์ที่น่าตกใจ
ระยะการดำเนินของโรค
โรคนี้มักเป็นตั้งแต่อายุน้อย
เรื้อรังต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้รับการรักษา
การวินิจฉัย
โดยทั่วไปจะถือว่าป่วยเป็นโรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ
เมื่ออาการย้ำคิดย้ำทำนั้นเป็นมากจนทำให้เกิดปัญหาหนึ่งใน 3 อย่างต่อไปนี้
1.อาการเป็นมากเลิกคิดเลิกทำไม่ได้จนทำให้รู้สึกเป็นทุกข์ทรมานมาก
2.อาการเป็นมากจนทำให้เสียงานเสียการเพราะมัวแต่ย้ำคิดย้ำทำหรือต้องคอยหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมากระตุ้นให้เกิดอาการย้ำคิด
3.อาการต่างๆ
ทำให้ต้องทำอะไรที่อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้เช่น
ต้องกินเหล้ากินเบียร์เพื่อลดความเครียด โกรธ และทำร้ายตัวเอง
หรือบางรายเกิดอาการซึมเศร้าอยากตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย
การรักษาโรคประสาท
การรักษาอาการของโรคประสาทจะเน้นที่การเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการคิดของผู้
ป่วยเป็นหลักที่จะส่งผลต่อพฤติกรรม และความคิดให้เหมือนคนปกติทั่วไป ปัจจุบันทางการแพทย์มักใช้แนวทาง
ดังนี้
1. การใช้ยา ในระยะการรักษาขั้นต้นอาจมีการใช้ยาหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือใช้ยาเพื่อลดอาการในระยะแรก
ในการลดความวิตกกังวล เช่น ยาคลายเครียด ยานอนหลับ ยาบำรุงประสาท เป็นต้น
2. การรักษาทางจิตใจหรือทางแพทย์เรียก
จิตบำบัด ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด
เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดทำให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจตนเอง ยอมรับในความเป็นจริง
3. พฤติกรรมบำบัด วิธีนี้มักใช้ควบคู่ไปกับกระบวนการจิตบำบัด
โดยการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับความเครียด
ความวิตกกังวลของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า
เพื่อลดความเครียด และอาการที่อาจแสดงออกทางร่างกายจากภาวะวิตกกังวล
4. แต่หากผู้ป่วยบางรายสามารถรับรู้ถึงภาวะที่ตนเองเป็นอยู่
ก็อาจสามารถบำบัดอาการป่วยทางจิตไดด้วยตนเอง
ด้วยการจัดการความเครียดหรือความวิตกกังวลด้วยวิธีต่างๆ เช่น การนั่งสมาธิ
การเข้าวัดฟังธรรม การท่องเที่ยวหรือการปรึกษาคนใกล้ชิด เป็นต้น
การป้องกัน
1. สำหรับวัยเด็ก ปัจจัยทางด้านครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญ
การอบรมเลี้ยงดู การเอาใจใส่ การไม่สร้างความรุนแรงกับเด็กทั้งทางร่างกาย และจิตใจ
ย่อมสามารถป้องกันภาวะโรคประสาทในเด็กได้เป็นอย่างดี
2. สำหรับผู้ใหญ่ การฝึกจิตให้รู้จักตนเอง
คนรอบข้าง และยอมรับถึงสถานการณ์ต่างๆที่เข้ามาในชีวิตได้ย่อมทำให้เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง
สามารถเผชิญกับทุกเรื่องราวได้
3. การรู้จักให้อภัยในสิ่งที่ผิดพลาดจากการกระทำ
และไม่ซ้ำเติม
4. การให้กำลังใจเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์หรือสภาวะที่ทำให้เกิดความเสียใจ
หรือการกระทำที่ผิดพลาดในอดีต รวมถึงกำลังใจในการต่อสู้ต่อสิ่งบกพร่องต่างๆของผู้ป่วย
อาทิ คนกำพร้า ผู้พิการ เป็นต้น
5. การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพของตนเอง
รวมถึงการสร้างความสุขให้ตนเอง และครอบครัวด้วยกิจกรรมต่างๆ อาทิ การกีฬา
การเที่ยวพักผ่อน เป็นต้น ถือเป็นยาช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางจิตที่ดีที่สุด
อ้างอิง : Thaihealthlife.com. โรคประสาท อาการ การรักษา. (ออนไลน์).แหล่งที่มา :
http://thaihealthlife.com/โรคประสาท/ 4 เมษายน 2559


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น