5. โรคซึมเศร้า (Major
Depressive disorders : MDD)
โรคซึมเศร้า
(Major
Depressive disorders : MDD) คือโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง
ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด
ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข มีแต่ความวิตกกังวล จึงต้องได้รับการรักษาโดยเร็วด้วยการปรึกษาจิตแพทย์
ที่มาของภาพ :
http://clinicherbs.com/wp-content/uploads/2015/08/depression-600x401.jpg (6/4/59)
สาเหตุโรคซึมเศร้า
ปัจจุบัน สาเหตุโรคซึมเศร้า ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน เชื่อว่ามาจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน
ทั้งทางด้าน ชีวภาพจิตใจ และสังคม (Biopsychosocial
model) โดยไม่ทราบว่าปัจจัยใดเกิดก่อนหลัง แต่ทั้งนี้พบว่า
สาเหตุทางกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ โดยพบว่า
ถ้ามีญาติพี่น้องเป็นโรคซึมเศร้าจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น 2-3 เท่า ปัจจัยอีกอันหนึ่งคือ ปัจจัยด้านสังคมที่ยุ่งเหยิง มีความเครียด วิธีเลี้ยงดูในวัยเด็ก เช่น
ครอบครัวที่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีประวัติถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก หรือ การพลัดพรากจากบิดามารดา ทำให้มีโอกาสเป็นโรคซึม เศร้าสูง
ก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย
โดยทั่วไปอาการซึมเศร้าอาจเป็นอาการแสดงของโรคทางกายอย่างอื่นๆ
เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน หรือโรคพาร์กินสัน ดังนั้น
แพทย์จึงจำเป็นที่จะต้องประเมินอาการของโรคทางกายก่อนวินิจฉัยโรคซึมเศร้าทุกครั้ง
อาการของโรคซึมเศร้า
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จะมีอารมณ์ซึมเศร้า หดหู่ หมดความสนุก
หรือหมดอาลัยตายอยาก (Anhedonia) คงอยู่นานตั้งแต่สองสัปดาห์ขึ้นไป
โดยมีอาการด้านต่างๆ ดังนี้
- อาการทางกาย (Neurovegetative
or Somatic Symptoms) เช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
น้ำหนักลด ปวดหัว ปวดศีรษะ ปวดท้อง อ่อนเพลีย
- อาการทางบุคลิกภาพ เช่น
มีอาการพูดช้า พูดเสียงเบา คิดช้า เคลื่อนไหวช้า แยกตัว
บางรายมีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย นั่งไม่ติด
ต้องเดินไปมา
- อาการทางความคิด
ผู้ป่วยซึมเศร้ามักมีความคิดมองโลกแง่ร้าย วิตกกังวล ขาดสมาธิและความมั่นใจ
ในรายที่มีอาการมากๆ อาจหลงผิดมากจนเข้าขั้นโรคจิต (Psychosis) เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้ายตนเอง และคิดฆ่าตัวตายได้
ในเด็กและวัยรุ่น อาการแสดงจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยเด็กเล็กมักแสดงออกด้วยอาการไม่ยอมไปโรงเรียน กังวลการแยกจากพ่อแม่ (Separation Anxiety) แต่ในเด็กโตจะมีอาการปวดตามตัว
รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง และตามมาด้วยปัญหาการเรียน สำหรับวัยรุ่นอาจแสดงออกเป็นอารมณ์ฉุนเฉียว
แยกตัว หนีเรียน และรุนแรงจนถึงการใช้ยาเสพติด
ระยะดำเนินโรค
อารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่ายจะเป็นเกือบทั้งวัน
และเป็นติดต่อกันเกือบทุกวันนานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า
การไปพบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการโรคซึมเศร้า อาจเป็นเรื่องน่าตกใจ ทั้งนี้เพราะว่าสังคมไทยยังมองคนที่พบจิตแพทย์ว่า
ไม่สมประกอบ แต่ทั้งนี้ในมุมมองทางการแพทย์เห็นว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาวตามมา
การปรึกษาจิตแพทย์ในครั้งแรก อาจใช้ระยะเวลาประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง
แพทย์จะประเมินอาการ ตรวจร่างกาย และตรวจสุขภาพจิตเบื้องต้น
(การตรวจทางจิตเวช เป็นการพูดคุย และ/หรือ ดูภาพต่างๆ) เพื่อวินิจฉัยโรคซึมเศร้า ตามเกณฑ์การวินิจฉัย (ด้านล่าง) และให้คำ ปรึกษาในการปรับตัว
ซึ่งในบางครั้งผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแต่อย่างใด
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า
มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 5 ข้อ โดยอย่างน้อยต้องมีข้อ 1) หรือ ข้อ 2) หนึ่งข้อ ทั้งนี้ต้องมีอาการ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ซึมเศร้า
- ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆลดลงอย่างมาก
- เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดลงมากกว่า 5% ใน 1 เดือน
- นอนไม่หลับ หรือ นอนมากกว่าปกติ
- Psychomotor
agitation หรือ retardation (อาการทางจิตประสาท
เช่น หวาดระ แวง เห็นภาพหลอน หรือ หูแว่ว)
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือ รู้สึกผิด
- สมาธิลดลง ลังเลใจ
- คิดเรื่องการตาย หรือการฆ่าตัวตาย
อาการเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน
หรือทำให้การประกอบอาชีพ การเข้าสังคม หรือหน้าที่ด้านอื่นที่สำคัญ
บกพร่องลงอย่างชัดเจน
จากเกณฑ์การวินิจฉัย
จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยสามารถประเมินตนเองเบื้องต้นว่า ตัวเองมีอา
การเข้าได้กับโรคซึมเศร้าก่อนไปพบแพทย์
ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอาการของตนเองกับแพทย์
ช่วยให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น
การรักษาโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้าประกอบด้วยการใช้ยาต้านเศร้าและจิตบำบัด
จิตแพทย์จะประเมินผู้ ป่วย และวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยอย่างละเอียด
โดยส่วนใหญ่ โรคซึมเศร้าสามารถรักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้
ยกเว้นกรณีอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น ติดยาเสพติด
หรือคิด หรือพยายามฆ่าตัวตาย จึงจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน
กระบวนการรักษา ใช้เวลาประมาณ 1-2
เดือน จึงสามารถบอกได้ว่าตอบสนองต่อการรักษาหรือไม่
และจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี
ยาต้านเศร้า
ยาต้านเศร้า (Antidepressant drug)
เป็นยาที่ออกฤทธิ์ปรับสมดุลสารสื่อประสาท (Neurotransmitter)
ที่ควบคุมสภาวะอารมณ์ สารสื่อประสาทที่สำคัญได้แก่
Serotonin และ Norepinephrine ยาใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการออกฤทธิ์
โดยอาจมีผลข้างเคียง เช่น เบื่ออา หาร ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน ได้เล็กน้อย แต่อาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้น เมื่อร่างกายปรับตัวต่อยาได้
ยาต้านเศร้าที่ใช้บ่อย อยู่ใน
- กลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitor) เช่น Fluoxetine,
Sertraline และ Escitalopam
3
- กลุ่ม SNRI (Serotonin Norepinephrine Reuptake Inhibitor) เช่น Venlafaxine, Duloxetine และ Desvenlafaxine
นอกจากยาต้านเศร้าแล้ว ยังมียาคลายกังวล (Anxiolytic
drug) และยานอนหลับ (Sedative drug) ซึ่งจิตแพทย์มักให้ร่วมกับยาต้านเศร้า
โดยยาที่นิยมใช้ได้แก่ Lorazepam, Alprazolam และ Clonazepam
ทั้งนี้ ขนาดยา (Dose) ต่างๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์
ทั้งนี้ ขนาดยา (Dose) ต่างๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์
อ้างอิง : ทรงภูมิ
เบญญากร.(2555).โรคซึมเศร้า (Major Depressive
Disorder หรือ MDD).(ออนไลน์).แหล่งที่มา :
http://haamor.com/th/โรคซึมเศร้า2/ 6 เมษายน 2559
: กระปุกดอทคอม.(2552).โรคซึมเศร้า อาการโรคซึมเศร้าที่ต้องรีบรักษา.(ออนไลน์).แหล่งที่มา :
http://health.kapook.com/view3241.html
6 เมษายน 2559

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น