วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

5. Major Depressive disorders


5. โรคซึมเศร้า (Major Depressive disorders :  MDD)

โรคซึมเศร้า  (Major Depressive disorders : MDD) คือโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข มีแต่ความวิตกกังวล จึงต้องได้รับการรักษาโดยเร็วด้วยการปรึกษาจิตแพทย์

ที่มาของภาพ  :  http://clinicherbs.com/wp-content/uploads/2015/08/depression-600x401.jpg  (6/4/59)

สาเหตุโรคซึมเศร้า
ปัจจุบัน สาเหตุโรคซึมเศร้า ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน เชื่อว่ามาจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ทั้งทางด้าน ชีวภาพจิตใจ และสังคม (Biopsychosocial model) โดยไม่ทราบว่าปัจจัยใดเกิดก่อนหลัง แต่ทั้งนี้พบว่า สาเหตุทางกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยสำคัญ โดยพบว่า ถ้ามีญาติพี่น้องเป็นโรคซึมเศร้าจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น 2-3 เท่า ปัจจัยอีกอันหนึ่งคือ ปัจจัยด้านสังคมที่ยุ่งเหยิง มีความเครียด วิธีเลี้ยงดูในวัยเด็ก เช่น ครอบครัวที่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีประวัติถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก หรือ การพลัดพรากจากบิดามารดา ทำให้มีโอกาสเป็นโรคซึม เศร้าสูง ก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย
โดยทั่วไปอาการซึมเศร้าอาจเป็นอาการแสดงของโรคทางกายอย่างอื่นๆ เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน หรือโรคพาร์กินสัน ดังนั้น แพทย์จึงจำเป็นที่จะต้องประเมินอาการของโรคทางกายก่อนวินิจฉัยโรคซึมเศร้าทุกครั้ง

อาการของโรคซึมเศร้า
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จะมีอารมณ์ซึมเศร้า หดหู่ หมดความสนุก หรือหมดอาลัยตายอยาก (Anhedonia) คงอยู่นานตั้งแต่สองสัปดาห์ขึ้นไป โดยมีอาการด้านต่างๆ ดังนี้
- อาการทางกาย (Neurovegetative or Somatic Symptoms) เช่น  เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ น้ำหนักลด ปวดหัว ปวดศีรษะ ปวดท้อง อ่อนเพลีย
- อาการทางบุคลิกภาพ เช่น มีอาการพูดช้า พูดเสียงเบา คิดช้า เคลื่อนไหวช้า แยกตัว บางรายมีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย นั่งไม่ติด ต้องเดินไปมา
- อาการทางความคิด ผู้ป่วยซึมเศร้ามักมีความคิดมองโลกแง่ร้าย วิตกกังวล ขาดสมาธิและความมั่นใจ ในรายที่มีอาการมากๆ อาจหลงผิดมากจนเข้าขั้นโรคจิต (Psychosis) เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้ายตนเอง และคิดฆ่าตัวตายได้
ในเด็กและวัยรุ่น อาการแสดงจะแตกต่างจากผู้ใหญ่  โดยเด็กเล็กมักแสดงออกด้วยอาการไม่ยอมไปโรงเรียน กังวลการแยกจากพ่อแม่ (Separation Anxiety) แต่ในเด็กโตจะมีอาการปวดตามตัว รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง และตามมาด้วยปัญหาการเรียน สำหรับวัยรุ่นอาจแสดงออกเป็นอารมณ์ฉุนเฉียว แยกตัว หนีเรียน และรุนแรงจนถึงการใช้ยาเสพติด     

ระยะดำเนินโรค
อารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่ายจะเป็นเกือบทั้งวัน และเป็นติดต่อกันเกือบทุกวันนานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป 

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า
การไปพบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการโรคซึมเศร้า อาจเป็นเรื่องน่าตกใจ ทั้งนี้เพราะว่าสังคมไทยยังมองคนที่พบจิตแพทย์ว่า ไม่สมประกอบ แต่ทั้งนี้ในมุมมองทางการแพทย์เห็นว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบระยะยาวตามมา
การปรึกษาจิตแพทย์ในครั้งแรก อาจใช้ระยะเวลาประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แพทย์จะประเมินอาการ ตรวจร่างกาย และตรวจสุขภาพจิตเบื้องต้น (การตรวจทางจิตเวช เป็นการพูดคุย และ/หรือ ดูภาพต่างๆ) เพื่อวินิจฉัยโรคซึมเศร้า ตามเกณฑ์การวินิจฉัย (ด้านล่าง) และให้คำ ปรึกษาในการปรับตัว ซึ่งในบางครั้งผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแต่อย่างใด
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า
มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 5 ข้อ โดยอย่างน้อยต้องมีข้อ 1) หรือ ข้อ 2) หนึ่งข้อ ทั้งนี้ต้องมีอาการ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
     - ซึมเศร้า
     - ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆลดลงอย่างมาก
     - เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดลงมากกว่า 5% ใน 1 เดือน
     - นอนไม่หลับ หรือ นอนมากกว่าปกติ
     - Psychomotor agitation หรือ retardation (อาการทางจิตประสาท เช่น หวาดระ แวง เห็นภาพหลอน หรือ หูแว่ว)
     - อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
     - รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือ รู้สึกผิด
     - สมาธิลดลง ลังเลใจ
     - คิดเรื่องการตาย หรือการฆ่าตัวตาย
อาการเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน หรือทำให้การประกอบอาชีพ การเข้าสังคม หรือหน้าที่ด้านอื่นที่สำคัญ บกพร่องลงอย่างชัดเจน
จากเกณฑ์การวินิจฉัย จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยสามารถประเมินตนเองเบื้องต้นว่า ตัวเองมีอา การเข้าได้กับโรคซึมเศร้าก่อนไปพบแพทย์ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอาการของตนเองกับแพทย์ ช่วยให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น

การรักษาโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้าประกอบด้วยการใช้ยาต้านเศร้าและจิตบำบัด จิตแพทย์จะประเมินผู้ ป่วย และวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยอย่างละเอียด
โดยส่วนใหญ่ โรคซึมเศร้าสามารถรักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้ ยกเว้นกรณีอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น ติดยาเสพติด หรือคิด หรือพยายามฆ่าตัวตาย จึงจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน
กระบวนการรักษา ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงสามารถบอกได้ว่าตอบสนองต่อการรักษาหรือไม่ และจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี
ยาต้านเศร้า
ยาต้านเศร้า (Antidepressant drug) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ปรับสมดุลสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ที่ควบคุมสภาวะอารมณ์ สารสื่อประสาทที่สำคัญได้แก่ Serotonin และ Norepinephrine ยาใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ในการออกฤทธิ์ โดยอาจมีผลข้างเคียง เช่น เบื่ออา หาร ท้องผูก คลื่นไส้อาเจียน ได้เล็กน้อย แต่อาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้น เมื่อร่างกายปรับตัวต่อยาได้
ยาต้านเศร้าที่ใช้บ่อย อยู่ใน
 - กลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitor)  เช่น Fluoxetine, Sertraline  และ Escitalopam 3
 - กลุ่ม SNRI (Serotonin Norepinephrine Reuptake Inhibitor) เช่น Venlafaxine, Duloxetine และ Desvenlafaxine
นอกจากยาต้านเศร้าแล้ว ยังมียาคลายกังวล (Anxiolytic drug) และยานอนหลับ (Sedative drug)   ซึ่งจิตแพทย์มักให้ร่วมกับยาต้านเศร้า โดยยาที่นิยมใช้ได้แก่ Lorazepam, Alprazolam  และ Clonazepam 
ทั้งนี้ ขนาดยา (
Dose) ต่างๆ จะขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์


อ้างอิง      :  ทรงภูมิ เบญญากร.(2555).โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ MDD).(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :   http://haamor.com/th/โรคซึมเศร้า2/  6 เมษายน 2559

                :  กระปุกดอทคอม.(2552).โรคซึมเศร้า อาการโรคซึมเศร้าที่ต้องรีบรักษา.(ออนไลน์).แหล่งที่มา  :   http://health.kapook.com/view3241.html  6 เมษายน 2559

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น